About nananews

Manual Description Here: Ea eam labores imperdiet, apeirian democritum ei nam, doming neglegentur ad vis.

Showing posts with label TODAY THAI HOT NEWS. Show all posts
Showing posts with label TODAY THAI HOT NEWS. Show all posts

บุกพิสูจน์ดงกล้วยจีนยึด"พญาเม็งราย"คอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง-ซื้อจากลูกไร่โลละ1.20บาท


ชื่อของอำเภอ "พญาเม็งราย" เมืองเล็ก ๆ ติดกับอำเภอเทิง เชียงของ และขุนตาล จังหวัดเชียงราย เป็นที่รู้จักเมื่อมีกระแสข่าวกลุ่มทุนจีนรุกคืบเข้ามาเช่าที่ดินจากนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อลงทุนปลูกกล้วยในพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 2,750 ไร่ตั้งแต่ปี 2558 ในนามบริษัท หงต๋า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ทีมข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ลงพื้นที่สำรวจพบว่า สวนกล้วยขนาดใหญ่อยู่ติดกับถนนสายพญาเม็งราย-เทิง-ขุนตาล สภาพทั่วไปเป็นทุ่งนากว้างสุดลูกตาอยู่ในลุ่มแม่น้ำอิง และลำห้วยร่องคั่วะ อยู่ห่างจาก อ.เชียงของ ชายแดนไทย-สปป.ลาว เชื่อมสะพานข้ามแม่น้ำโขงไปยังถนนอาร์สามเอ ไทย-สปป.ลาว-มณฑลยูนนาน 50 กิโลเมตรเท่านั้น
 ชาวบ้านที่นั่นบอกว่า พื้นที่ในโซนนี้มีสภาพแห้งแล้ง ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเข้าไปเช่าที่ดินจากเจ้าของเดิมไร่ละ 600-700 บาทต่อปี เพื่อปลูกมันสำปะหลังซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อย ต่อมามีนักการเมืองท้องถิ่นเข้าไปเช่าที่ดินบริเวณสวนกล้วยไร่ละ 200-300 บาทต่อปี กระทั่งปัจจุบันมีการนำมาให้เอกชนจีนเช่าต่อไร่ละ 1,000 บาท สัญญาเช่าที่ดิน 9 ปี



สำหรับกรณีที่ชาวบ้านใน ต.เม็งราย อ.พญาเม็งราย ร้องเรียนต่อทางอำเภอให้แก้ไขปัญหาบริษัทหงต๋าฯสูบน้ำไปใช้นั้น ล่าสุดสวนกล้วยได้หยุดสูบน้ำจากแม่น้ำอิงแล้ว และหันมาขุดบ่อบาดาลภายในสวนแทน โดยมีเกษตรกรไทยคอยดูแลสวนกล้วยที่แบ่งเป็นโซน ๆ และเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่ต้นปี 2559 เพื่อส่งออกไปจีนผ่านทาง อ.เชียงของ-ถนนอาร์สามเอไทย-สปป.ลาว-จีน ระยะทาง 254 กิโลเมตร ก่อนที่จะกระจายไปยังตลาดจีนตอนใต้

ที่สำคัญมีระบบการเก็บเกี่ยว และแพ็กเกจจิ้งที่ทันสมัย โดยมีการขนส่งกล้วยหอมจากสวนผ่านรอกที่โยงไปทั่วสวน เพื่อลำเลียงไปยังโรงบรรจุหีบห่อ มีการชั่งน้ำหนักก่อน จากนั้นนำไปล้างน้ำสารส้มในบ่อแรกและชุบสารเคลือบในบ่อที่ 2 ก่อนชั่งน้ำหนักอีกครั้ง และนำบรรจุในกล่องกระดาษที่มีการห่อหุ้มด้วยโฟมกันกระแทกอย่างดี ก่อนขนขึ้นรถบรรทุกห้องเย็น เพื่อรอส่งออก ปัจจุบันกำลังก่อสร้างห้องเย็นด้วย

"ภูเบศร์ จูละยานนท์" นายอำเภอพญาเม็งราย บอกว่าพื้นที่สวนกล้วยของเอกชนจีนที่ปลูกใน อ.พญาเม็งรายมีแค่ 2,750 ไร่ ถือว่าเป็นพื้นที่เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกใน สปป.ลาว กว่า 20,000 ไร่ โดยเป็นลักษณะเช่าซื้อจากเอกชนไทย จากนั้นปลูกกล้วยหอมเพื่อการส่งออกกลับไปยังประเทศจีนเป็นหลัก ปัจจุบันมีการปลูกโตแล้ว 500 ไร่ และเริ่มมีการส่งออกแล้ว

ขณะที่ "สำอาง บุตรพรม" หัวหน้าคนงาน กล่าวว่า กล้วยในสวนมีการดูแลคุณภาพอย่างดี โดยสารเคมีที่ใช้ก็ใช้สินค้าและมาตรฐานที่ใช้ในประเทศไทยไม่ได้นำเข้ามาจากประเทศจีน จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีผลกระทบ และผลผลิตทั้งหมดจะส่งไปขายที่ประเทศจีน ไม่ได้ขายในประเทศไทย ส่วนการบริหารจัดการนั้น เอกชนจีนได้เช่าที่ดินจาก
เอกชนไทย จากนั้นจึงจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรไทย 30 ครอบครัวดูแลสวนกล้วยเป็นราย ๆ ไปตามเกณฑ์ที่บริษัทหงต๋าฯกำหนด คือ เกษตรกรดูแลไม่เกิน 50 ไร่ หรือไม่เกิน 5,000 ต้นต่อราย พร้อมทั้งสร้างที่พัก จัดหาอุปกรณ์ ปุ๋ย สารเคมีและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ไว้พร้อมสรรพ

เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว เกษตรกรก็จะนำส่งโรงบรรจุหีบห่อผ่านทางสายรอก โดยติดชื่อเจ้าของสวนเอาไว้ โดยบริษัทจะรับซื้อจากเกษตรกรแต่ละรายกิโลกรัมละ 1.20 บาท แต่ละเครือมีน้ำหนักตั้งแต่ 25 กิโลกรัมขึ้นไป บางเครือมีน้ำหนักสูงถึง 33-35 กก. แต่เพื่อให้ได้คุณภาพดีจะตัดเอาไว้เฉพาะผลที่ดี และคัดเฉพาะ 7 หวีแรกเท่านั้น หากเกินกว่านั้นต้องตัดคัดออก

"ใช้เวลาปลูกกว่า 9 เดือนก็ได้ผลผลิต จากนั้นรุ่นที่ 2 จะให้ผลผลิตใน 6 เดือน โดยใช้วิธีการตัดต้นเดิมและบำรุงต้นหน่อโดยไม่ต้องปลูกใหม่ เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต้นละประมาณ 25 บาทต่อรุ่น ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ดีเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น ๆ ส่วนคนที่ไม่ได้ทำสวนก็ไปเป็นลูกจ้างในโรงบรรจุหีบห่อและอื่น ๆ ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ในอนาคตคนงานจะเพิ่มขึ้นอีก เพราะนอกจากคนดูแลสวนกล้วยแล้ว ยังมีคนงานประจำ 83 คน ดูแลสวนกล้วยรวม 200 ไร่ และเพาะต้นกล้าไว้อีก 5 แสนต้น เพื่อจะปลูกในพื้นที่อีก 1,000 ไร่"

หัวหน้าคนงานยังบอกอีกว่า ปัญหาเรื่องน้ำที่เกิดขึ้นนั้น ได้แก้ไขโดยการขุดบ่อบาดาลแล้ว 3 แห่ง คาดว่าไม่มีปัญหาอีก และที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการเกษตรกรรมของไทย



ด้านนักธุรกิจจีนจากมณฑลเสฉวน ที่เดินทางมารับซื้อกล้วยของบริษัทหงต๋าฯ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเดินทางมาซื้อกล้วยที่ประเทศไทยเพราะในจีนมีแค่ 2 ฤดู เมื่อถึงฤดูหนาวจะไม่สามารถปลูกกล้วยได้ แต่ประเทศไทยสามารถปลูกและให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี หรืออย่างน้อย 7-8 เดือนต่อปี โดยเฉพาะช่วงนี้ไม่มีผลผลิตกล้วยในประเทศจีนจึงต้องหาซื้อจากนอกประเทศแทน ขณะที่คนจีนนิยมบริโภคกล้วยมาก จึงต้องออกมาหาซื้อ โดยอยากได้ราคากิโลกรัมละ 5 บาท แต่หากได้ 7.50 บาท/กก. ก็จะรับซื้อแล้ว เพราะราคาในประเทศจีนขายที่กิโลกรัมละ 2 หยวน หยวนละประมาณ 5 บาท

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาค้าปลีก-ส่งในจีนไม่แน่นอน จึงต้องใช้การไปดูแหล่งผลิตและตกลงราคากันเป็นครั้ง ๆ ไป โดยไม่มีการกำหนดราคาล่วงหน้า เมื่อได้สินค้าก็ขนส่งทางตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 22 ตัน ผ่านไปทางถนนอาร์สามเอไปยังเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน เมืองฉงชิ่ง มณฑลเสฉวน และเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง

แหล่งข่าวในวงการค้าผลไม้ เปิดเผยว่า กรณีนี้เป็นการลงทุนของทุนจีน โดยร่วมมือกับเอกชนและเกษตรกรไทย เพื่อนำผลผลิตส่งออกในรูปแบบ "คอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง" (Contract Farming) เป็นครั้งแรก โดยทางการจีนได้ให้การสนับสนุนแก่นักลงทุนที่ออกไปลงทุนนอกประเทศจีน ที่ผ่านมามีกระแสว่าใช้เงินลงทุนสวนกล้วยหอมที่ อ.พญาเม็งรายไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท และการส่งออกช่วงแรก ๆ ประสบปัญหามากเพราะไม่มีห้องเย็นเป็นของตัวเอง ขณะนี้จึงมีการสร้างห้องเย็นใกล้โรงงานบรรจุหีบห่อ

นอกจากนั้นทุนจีนกลุ่มนี้ยังได้ประสานไปยังนักธุรกิจในอ.จุน จ.พะเยา เพื่อจะปลูกมะละกอ มะม่วง ฯลฯ เพิ่มเติมอีก โดยมีการพัฒนาสายพันธุ์ภายในประเทศไทยเป็นหลัก เพราะมีคุณภาพดีและเป็นที่ต้องการของตลาดจีน แม้แต่กล้วยหอมที่ปลูกในปัจจุบันก็พัฒนาสายพันธุ์มาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่

นี่คือ ปรากฏการณ์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น




farming in thailand

Read More...

สูตรพอกหน้าด้วยกะหล่ำปลี!! แก้ผิวคล้ำเสียจากแสงแดด..ให้กลับมาขาวใสได้ง่ายๆ

 ไม่ต้องตกใจกันค่ะ…กะหล่ำปลีที่เราใช้ทำกับข้าวนั่นแหละ  เพราะว่ากะหล่ำปลีเป็นผักที่มีประโยชน์ มีส่วนช่วยในเรื่องของความสวยความงามได้ด้วยนะ นั่นคือสามารถรักษาและฟื้นฟูใบหน้าที่โดนแสงแดด และใบหน้าที่โดนลมของคุณ ให้กลับมามีสุขภาพผิวหน้าที่ดีขึ้นกว่าเดิมและขาวกระจ่างใสกว่าเดิมอีกด้วย ไม่เชื่อก็ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง ถ้าอย่างนั้นเราไปดูกันเลยดีกว่าสูตรพอกหน้าด้วยกะหล่ำปลีนี้ทำกันอย่างไร…

ส่วนผสมสำคัญที่เราต้องใช้ในการทำสูตรบำรุงผิวหน้าด้วยกะหล่ำปลีนี้ก็คือ

กะหล่ำปลีจำนวน ¼ หัว(สาวๆไม่จำเป็นต้องเลือกกะหล่ำปลีที่หัวใหญ่จนเกินไปนะค่ะ)
โยเกิร์ตรสธรรมชาติจำนวน ½ ถ้วย
น้ำมะนาวจำนวน 1 ช้อนชา
46453

ต่อไปเป็นขั้นตอนในการปรุงสูตรบำรุงผิวหน้านี้ ซึ่งจะมีวิธีทำดังต่อไปนี้


นำเจ้ากะหล่ำปลีที่เตรียมไว้จำนวน ¼ หัว มาล้างให้สะอาด แล้วจัดการหั่นให้ละเอียด (กะหล่ำปลีที่เหลือสามารถนำไปทำกับข้าวต่อได้นะค่ะ)
นำโยเกิร์ตที่เตรียมไว้ใส่ลงเครื่องปั่นพร้อมกับกะหล่ำปลีที่หั่นละเอียด จากนั้นปั่นให้เข้ากัน
เทน้ำมะนาวจำนวน 1 ช้อนชา ตามลงไปในเครื่องปั่นแล้วปั่นส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จนได้เป็นเนื้อครีม
ล้างหน้าของสาวๆให้สะอาด เช็ดพอหมาดๆ
พอกครีมกะหล่ำปลีที่เตรีนมไว้ลงไปให้ทั่วใบหน้า โยเว้นบริเวณรอบดวงตา และรอบริมฝีปากไว้ด้วย
ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
สูตรบำรุงผิวหน้าด้วยกะหล่ำปลีนี้สาวๆสามารถทำได้เป็นประจำและบ่อยครั้งตามต้องการ ซึ่งโดยปกติแล้วผู้เขียนขอแนะนำให้ทำ 3-4 ครั้ง/1 วัน แค่นี้ ผิวหน้าที่เสีย,แห้งคล้ำจากแสงแดดและโดนลมของสาวๆจะกลับมาดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ


http://www.thaihiggs.com/24902
Read More...