About nananews

Manual Description Here: Ea eam labores imperdiet, apeirian democritum ei nam, doming neglegentur ad vis.

Showing posts with label THAI HOT NEWS YODAY. Show all posts
Showing posts with label THAI HOT NEWS YODAY. Show all posts

6 วิธีแก้เท้าเหม็นให้หายขาดด้วยตัวเอง ด้วยวิธีที่ง่ายเหลือเชื่อ


ปัญหาเท้าเหม็นนั้นถือว่าเป็นปัญหาใหญ่เลยก็ว่าได้ หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับคนที่ใส่รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าที่ระบายอากาศไม่ดี ถอดรองเท้าออกมาก็คงเหม็นกันทุกคน ซึ้งไม่จริง บางคนใส่รองเท้าหนังถอดรองเท้าออกมายังไม่มีกลิ่นเลย เพราะฉนั้นป้ญหาเท้าเหม็นเป็นเรื่องของบุคคลมากกว่า เรามาดูกันว่าทำไมบางคนเท้าเหม็น บางคนเท้าไม่เหม็น

สาเหตุที่ทำให้เท้าเราเหม็นนั้นไม่ได้เกิดจากเหงื่อที่ออกมาจากเท้าเราโดยตรง แต่เกิดจากแบคทีเรียที่อยู่ที่เท้าของเราต่างหากที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเน่าออกมา โดยเชื้อแบคทีเรียที่ว่ามันก็จะไปทำปฏิกิริยากับเหงื่อที่ออกผสมผสานกันอย่างลงตัวจนได้กลิ่นมาดามเฉพาะตัวออกมา ซึ่งเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เอามากๆ และอีกสาเหตุหนึ่งซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าบางคนที่เท้าเหม็นมากๆนั้นจริงแล้วเค้าเป็น "โรคเท้าเหม็น" หรือ Pitted Keratolysis ซึ่งอาการที่จะสังเกตได้ก็คือ เท้าจะเหม็นอย่างรุนแรง อาจมีหลุมเล็กๆบริเวณฝ่าเท้าและง่ามเท้า บางครั้งเวลาสวมถุงเท้าและถอดออกถุงเท้ามักจะแนบติดกับตัวเท้าจะหนืดนิดนึงเวลาถอด ซึงหากใครเป็นโรคเท้าเหม็นแล้วก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่แล้วล่ะ บางครั้งการเข้าไปปรึกษาแพทย์อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็ได้

แต่ก่อนที่เราจะไปหาหมอเพื่อให้หมอช่วยรักษาอาการเท้าเหม็นนั้น บางทีเราก็ไม่อยากไปหาหมอสักเท่าไร เพราะคงไม่มีใครมีความสุขเวลาไปหาหมอแน่ หากเราสามารถรักษา บำบัด และป้องกันปัญหาเท้าเหม็นด้วยตนเองได้ก็คงจะดีไม่น้อย อย่างแรกก็คือไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปหาหมอ และไม่ต้องเสียเงินค่ารักษาค่ายาด้วย มาดูกันเลย

6 วิธีแก้เท้าเหม็นให้หายขาดด้วยตัวเอง


1 แช่เท้าในน้ำอุ่นผสมเกลือ


เป็นวิธีการง่ายๆแต่ได้ผลดีมากก็คือต้มน้ำให้เดือดและทิ้งไว้ให้พออุ่น จากนั้นใส่เกลือแกงที่เรากินกันนี่แหละลงไปในน้ำที่เตรีมไว้ จากนั้นก็เอาเท้าลงแช่ประมาณ 15-20 นาที ทำอย่างนี้ทุกวัน ภายใน 1 เดือนอาหารเท้าเหม็นของเราจะทุเลาลงได้ เท้าจะเหม็นน้อยลงหรืออาจจะหายไปเลยก็ได้

2 แช่เท้าในน้ำยาเดทตอล

หาซื้อน้ำยาฆ่าเชื้อเดทตอลที่เป็นขวดน้ำสีส้มๆมาโดยเอาผสมกับน้ำในถังหรือกะละมังที่เตรียมไว้ เวลาแช่ก็ให้เอาแปรงที่ใช้ขัดเท้าขัดทำความสะอาดไปด้วย โดยเฉพาะบริเวณซอกเล็บกับง่ามนิ้วเท้าต้องขัดเป็นพิเศษเพราะเชื้อแบคทีเรียจะอยู่แถวนั้นเยอะ ขัดทุกวันก่อนเข้านอนจะช่วยให้เท้าหายเหม็นแน่นอน

3 แช่เท้าในน้ำยาบ้วนปาก

อีกหนึ่งสูตรการแช่เท้าก็คือไปหาซื้อน้ำยาบ้วนปากมาสักขวด เอายี่ห้ออะไรก็ได้ จากนั้นก็เทลงผสมกับน้ำสัก 2 ฝา แล้วก็นั่งแช่ไปเรื่อยๆตามความพอใจ เอาจนเท้าเปื่อยเลยก็ได้ น้ำยาบ้วนปากจะมีตัวยาที่ใช้ทำลายเชื้อแบคทีเรียได้ดีเช่นกัน แช่เป็นประจำก็ช่วยแก้ปัญหาเท้าเหม็นได้เหมือนกัน แต่จะเปลืองตังค์หน่อยนะ

4 ขัดเท้าด้วยสารส้ม

หาซื้อสารส้มมาสัก 1 ก้อน แล้วก็เอาถูให้ทั่วเท้าทั้งฝ่าเท้า ง่ามเท้า หลังเท้า ทำเวลาอาบน้ำก็ได้อาบน้ำไปถูเท้าไป สารส้มเป็นยาระงับกลิ่นอย่างดี นอกจากเอามาขัดเท้าแล้วก็เอามาถูจั๊กแร้สำหรับคนที่มีกลิ่นตัวกลิ่นเต่าแรงๆได้ผลดีสุดๆ แต่ทาบ่อยๆผิวบริเวณนั้นจะตึงและอาจจะแตกได้นะ






5 ขัดเท้าด้วยเบคกิ้งโซดา

ซื้อเบคกิ้งโซดาหรือผงฟูที่เราเอามาทำขนม เช่น ซาลาเปา ขนมถ้วยฟู ขนมสาลี่ นั่นแหละ มันจะเป็นเม็ดละเอียดๆสีขาวๆ เอามาผสมในน้ำพอให้ข้นๆ จากนั้นก็เอามาทาให้ทั่วเท้าแล้วใช้แปรงขัดทุกมุมของเท้าให้สะอาด เบคกิ้งโซดาจะช่วยฆ่าเชื้อโรคและทำความสะอาดเท้าไปในตัวได้ หาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์เบเกอร์รี่ทั่วไป ไม่แพงด้วยซองเล็กประมาณ 10-12 บาท

6 แก้ปัญหาเท้าเหม็นที่รองเท้า ถุงเท้าของเรา

ซักรองเท้าถุงเท้าให้สะอาด อย่าใส่ถุงเท้าคู่เดิมซ้ำกันหลายๆวัน เปลี่ยนพื้นรองรองเท้าบาง


ที่มา - healthbeautyd
d
Read More...

เผยวิธีปลูกผักบุ้งจีน พื้นที่ 50 ตารางวา 25 วัน ขายได้ 7 หมื่นเลยนะ!!

ผักบุ้งจีน เป็นพืชผักที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทยมาช้านาน เนื่องจากมีลำต้น อวบ ตรงใหญ่ มีสีสันน่าทาน ทั้งยังเป็นพืชที่เพาะปลูกง่าย ขายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและผู้ปลูกมาที่สุดก็คือ ผักบุ้งจีนใบไผ่ ที่มีลักษณะใบเรียวเล็กเหมือนใบไผ่ ไม่มีแขนง ข้อปล้องยาว ลำต้นตรง นอกจากผักบุ้งพันธุ์นี้จะมีลักษณะน่ารับประทานแล้ว ยังเป็นพันธุ์ที่ปลูกขายได้ราคาดีอีกด้วย ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกยืนยันว่าสามารถขายได้ 15-20 บาท / กก. เลยทีเดียว
วันนี้ราคาผักบุ้งขั้นต่ำ กิโลกรัมละ 15 บาท ต้นแขนงที่เกิดที่ซอกใบเลี้ยงจะเจริญเติมโตเท่าเทียมกับต้นที่เกิดจากเมล็ด ดังนั้นเราจะได้ต้นผักบุ้งเมล็ดละ 3 ต้น
เมล็ดผักบุ้ง 1 กิโลกรัม มีจำนวน 21,750 เมล็ด
เปอร์เซ็นความงอก ประมาณ 80%
ฉะนั้นเมล็ด 1 กิโลกรัม จะมีเมล็ดที่งอกประมาณ 17,400 เมล็ด
จะได้ผักบุ้ง จำนวน 52,200 ต้น
ต้นผักบุ้งอายุ 25 วัน จำนวน 50 ต้น จะมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม
ฉะนั้นเมล็ดผักบุ้ง 1 กิโลกรัม จะได้นำหนักต้นผักบุ้ง 1,044 กิโลกรัม ขายราคากิโลกรัมละ 15 บาท เป็นเงิน จำนวน 15,660 บาท
ในที่นี้ เราจะยกตัวอย่างการปลูกโดยใช้พื้นที่ 50 ตารางวา ซึ่งใช้เมล็ดพันธุ์ 4 – 5 กิโลกรัม
ดังนั้น เมล็ดผักบุ้ง 5 กิโลกรัม จะสามารถสร้างผลผลิตต้นผักบุ้งได้น้ำหนัก 5,220 กิโลกรัม ขายได้เป็นเงิน 78,000 บาท
ยังไม่หักค่าต้นทุนการผลิต (อย่าเพิ่งเชื่อให้ลองทำก่อน)

การปลูกผักบุ้งจีน

ผักบุ้งจีนใบไผ่นั้นสามารถปลูกได้ทั้งบนบกและในน้ำและสามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด ดินที่เหมาะสมในการปลูกผักบุ้งเพื่อการบริโภคสด จะเป็นดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย ผักบุ้งชอบชื้นแฉะ ต้องการความชื้นในดินสูงมากอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตอยู่ในช่วงที่สูงกว่า 25 องศาเซลเชียส ต้องการแสงแดดเต็มที ซึ่งประเทศไทยสามารถปลูกได้ดีตลอดไป โดยมีวิธีปลูกง่ายๆ คือเตรียมแปลงโดยการไถดะและ ไถแปรให้เรียบร้อย และทำการตากแดดทิ้งไว้ เพื่อกำจัดโรคแมลงพร้อมใส่ปุ๋ยคอก ปลูกแบบได้ทั้งแบบหว่านเมล็ด และแบบแยกหน่อ

การเตรียมแปลง

1. ไถและเตรียมดินที่จะปลูกให้สมบูรณ์ วัดความเป็นกรด-ด่างในดินให้มีค่า PH อยู่ที่5 -7 ถ้าไม่ได้ให้ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักใส่ผสมลงไปอัตรา 1 – 2 ตันต่อไร่ จากนั้นตากดินไว้ 7 วัน
2. ปรับไถดินด้วยรถไถคราดเศษวัชพืชออกให้ดินร่วนซุย ยกร่องเป็นแปลงปลูก ขนาด 50 ตารางวา (กว้าง 4 x 48 เมตร) ใช้เมล็ดพันธุ์ 4 – 5 กิโลกรัม
การเตรียมดินปลูกผัก

การเตรียมเมล็ด
1. นำเมล็ดแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน (ถ้าต้องการให้งอกเร็วให้ต้มน้ำให้เดือดนำไปผสมกับน้ำให้อุณหภูมิอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส นำเมล็ดแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน)
2. บ่มเมล็ดโดยห่อเมล็ดด้วยผ้าขาวบาง ทิ้งไว้ให้เปลือกของเมล็ดหลุดออก จากนั้นจึงนำไปหว่านในแปลงที่เตรียมไว้ เสร็จแล้วนำฟางหรือใบอ้อยหรือแกลบผสมปุ๋ยคอกมาคลุมปิดด้านบนเพื่อช่วยเก็บความชื้น


การดูแลรักษา

รดน้ำให้ชุ่ม (เช้า-เย็น) โดยรดทุกวัน ประมาณ 3 วัน ผักบุ้งจะเริ่มงอก ขึ้นมาเป็นต้นให้เห็น หลังหว่านได้ 5-7 วัน
โรค-แมลงศัตรูผักบุ้งที่พบว่ามีการระบาดในแปลงปลูกและสร้างความเสียหายให้แก่ผักบุ้ง ได้แก่ อาการใบหงิกงอ สาเหตุจากเพลี้ยเข้าทำลาย หากพบ ให้กำจัดด้วยน้ำหมักใบยาสูบ โดยจะหาซื้อใบยาสูบหยาบจากโรงงาน ราคาประมาณ กิโลกรัมละ 8-10 บาท อัตรา 10 กก. ใส่ในถังน้ำมัน 200 ลิตร เติมน้ำพอท่วม ปิดฝาถังหมักทิ้งไว้ 1 คืน นำไปฉีดพ่นให้ทั่วทุก 5-7 วัน จะช่วยกำจัดเพลี้ย สาเหตุของอาการใบหงิกได้
นอกจากนี้ยังพบว่ามี โรคราสนิมขาว เข้าทำลายผักบุ้ง ซึ่งพืชจะมีอาการเป้นจุดสีเหลืองซีดด้านบนใบ ด้านใต้-ใบตรงกันข้ามจะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ ขนาด 1-2 มิลลิเมตร อาจพบลักษณะปุ่มปม หรือบวมพองโตขึ้นในส่วนของก้านใบและลำต้น บางครั้งจะเป็นจุดหลืองเล็ก ๆ และขยายใหญ่จนขาวทั้งใบ ซึ่งเชื้อโรคชนิดนี้จะพบมากในสภาพอากาศร้อนชื้น
วิธีการจัดการคือ หมั่นรดน้ำให้มากขึ้นและใช้น้ำปูนใสผสมฉีดพ่นให้ทั่วแปลงปลูก โดยจะผสมน้ำปูนใสได้จาก ปูน (ที่ใช้สำหรับเคี้ยวหมาก) 1 ช้อนแกง + น้ำสะอาด 20 ลิตร **นำปูนมาละลายในน้ำพอประมาณ และทิ้งไว้จนตกตะกอน กลายเป็นน้ำปูนใส กรองเอาเฉพาะน้ำปูนใสนำไปฉีดพ่นให้ทั่วทุก 5-7 วัน จะช่วยป้องกันและกำจัดเชื้อราสาเหตุของโรคพืชได้ และต้องดูแลระบบการให้น้ำในแปลงปลูก อย่าให้ชื้นแฉะจนเกินไป
อายุ 7-14 วัน ช่วงนี้ควรทำให้แปลงปลูกผักบุ้งปลอดวัชพืช โดยใช้วิธีกำจัดด้วยการถอนออก แล้วใส่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 โดยหว่านบางๆ ลงไปในแปลงปลูกแล้วรดน้ำตามทันที ควรทำช่วงเช้ามืด

การเก็บเกี่ยว

สามารถเก็บเกี่ยวจำหน่ายได้ตั้งแต่อายุ 18-25 วัน หรือ ผักบุ้งมีขนาดลำต้น 3 หุน ยาว 30 ซม.ในฤดูร้อน และ เก็ยบเกี่ยวที่อายุ 24-25 วัน ในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูกาลที่พืชผักเติบโตช้า โดยใช้วิะธีการถอนผักบุ้งให้ได้กำละ 1 กก. นำมาล้างให้สะอาด และคัดแยกใบเสียทิ้ง บรรจุลงในถุง 5 กก. แล้วนำส่งตลาด ซึ่งจะมีพ่อค้าในพื้นที่มารับไปจำหน่ายต่อไป

..........................................
ขอบคุณข้อมูลจาก thaiinfonet 



today news 9999

Read More...

เคล็ดลับ บริหารเงินให้รวย เป็นเศรษฐี !

วันนี้คุณสามารถที่จะเป็นคนที่เต็มไปด้วยความพร้อม มีหน้ามีตา มีการเงินที่ดี ที่รองรับการใช้งานได้อย่างที่บอกได้เลยว่าชีวิตมีความสงบสุขเป็นที่สุดแล้วนั่นเอง เพราะวันนี้ไม่มีอะไรที่ดี และสมบูรณ์แบบไปกว่าการที่คุณได้มีเงินไว้เพียงพอต่อการใช้จ่ายไปตลอดชีวิต และบั้นปลายชีวิตคุณนั้นจะไม่พบกับความลำบากจัดได้เลยว่าชีวิตดี แสนจะแฮปปี้กันเลยทีเดียว


ดังนั้นวันนี้เรามาเริ่มต้นในการเก็บออมเงินกันดีกว่านะคะ เพื่อชีวิตที่ดี อนาคตวันข้างหน้าที่ไม่ลำบาก มีเงินใช้จ่ายอย่างพอเพียง และมีความมั่นคงของชีวิต แต่ทั้งนี้เชื่อได้เลยว่าหลายคนในที่นี่มีจำนวนไม่น้อยเลยที่อยากจะเป็นเศรษฐี แต่เดินไปได้เพียงครึ่งทางเท่านั้นก็เกิดความท้อ และไม่อยากที่จะเดินต่อไป


ดังนั้นเราจึงมีวิธีการที่ดีๆ รวมไปถึงเทคนิคใน บริหารเงินให้รวย การสร้างเงิน และทำให้ตัวเองเป็นเศรษฐีได้ไม่ยากมาฝากกันนะคะ ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการที่คุณจะได้นำไปดัดแปลง หรือแก้ไขใช้กับตัวคุณนั่นเองค่ะ


มาดูเคล็ดลับบริหารเงินให้รวย เป็นเศรษฐี ที่ทางเราเอามาฝากกัน เชื่อได้เลยว่ามีประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่น้อยเลยนั่นเอง


1. สร้างจิตสำนึก
ก่อนอื่นก่อนที่คุณจะทำการเก็บเงินต้องสร้างจิตสำนึกในการรู้คุณค่าของเงินเสียก่อน โดยต้องพึงคิดเสมอว่า เงินทองเป็นของมีค่า ต้องใส่ใจอย่างจริงจังตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในแต่ละเดือนคุณจะ "เหลือเก็บก่อนค่อยเอาไปใช้ หรือ เหลือจ่ายก่อนค่อยเอาไปเก็บ" ซึ่งจัดได้เลยว่าเป็นสมการออมเงินที่กว่าการที่เหลือจ่ายแล้วค่อยนำมาเก็บเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อเถอะว่าถ้ารอให้เงินเหลือจากการใช้จ่ายนั้นเป็นส่วนน้อยมากๆเลย


ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ หักเงินออมไว้ก่อน ที่เหลือจึงนำไปใช้จ่าย เพื่อกันเงินสำหรับการเก็บออมอย่างสม่ำเสมอในแต่ละเดือน แต่สำหรับคนที่มองหาความมั่งคั่ง สมการแบบนี้ก็ยังไม่เพียงพอ ต้องเลือกใช้สมการเศรษฐี นั่นคือรายได้ - เงินออม - เงินลงทุน = รายจ่าย โดยหลังหักเงินออมแล้ว ยังต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับลงทุนด้วย เพื่อให้เงินทำงาน เงินทองจะได้งอกเงยยิ่งๆ ขึ้นไป


2. ยิ่งเริ่มต้นลงทุนเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งรวยเร็วขึ้นเท่านั้น
มันคงดีไม่น้อยหากคุณคิดจะเริ่มต้น และตั้งหลักได้ด้วยเวลาที่แสนสั้นและรวดเร็ว ยิ่งเรามีการจัดการที่ดีตั้งแต่อายุน้อยๆเชื่อได้เลยว่าจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะว่าระยะเวลามีผลต่อผลตอบแทนในการลงทุน"ยิ่งเริ่มต้นลงทุนเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งรวยเร็วขึ้นเท่านั้น"


ถ้าคุณเริ่มต้นออมเงินและลงทุนตั้งแต่วันนี้ คุณมีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าเร็วขึ้น โดยระยะเวลาการลงทุนเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับการได้รับผลตอบแทน เพราะยิ่งออมหรือลงทุนนานกว่า ก็รับผลตอบแทนที่มากกว่า และที่สำคัญต้องอย่าผัดวันประกันพรุ่งสำหรับการบริหารจัดการเงิน


3. รู้จักตนเองก่อนลงทุน
สำรวจตัวเองว่าคุณยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนได้มากน้อยเพียงใด ปัจจุบันสถาบันการเงินต่างๆ มีแบบทดสอบวัดระดับความเสี่ยงสำหรับลูกค้าก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อเลือกวัดระดับความเสี่ยงที่ลูกค้าแต่ละรายจะยอมรับได้ และเลือกประเภทการลงทุนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายในการลงทุนของแต่ละบุคคล


4. ระวังความเสี่ยง
ผลตอบแทนมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงผลตอบแทนของการลงทุนแต่ละประเภทแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง การลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนย่อมน้อยตาม แต่หากลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ก็อาจได้ผลตอบแทนที่สูงตามไปด้วยเช่นกัน แต่มีข้อพึงระวังว่าการลงทุนแบบนี้ก็เสี่ยงต่อโอกาสการขาดทุนได้เช่นเดียวกัน


5. มีแผนการรับมือ
ในการลงทุนแต่ละครั้งต้องคำนึงถึงความเสี่ยงเสมอ และควรที่จะหาแนวทางแก้ไข้ หรือการป้องกัน หรืออาจเป็นแผนการรับมือไว้ล่วงหน้าด้วยก็ดีไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่เคล็ดลับในการลงทุนที่สำคัญที่สุดเลยนั่นคือ ลงทุนอย่างเหมาะสมอย่าลงทุนกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียวเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูง


เพราะนั่นหมายถึงคุณมีความเสี่ยงที่สูงมากในกรณีที่เกิดการขาดทุน แต่การจัดสรรพอร์ตการลงทุนโดยลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม ในระดับที่มีความเสี่ยงน้อยไปถึงมาก จะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้


6. ศึกษาการลงทุนให้รอบคอบ
ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าการลงทุนนั้นมักจะมากับความเสี่ยงเสมอ ดังนั้นหากคุณต้องการทีจะห่างไกลกับคำว่าเสี่ยง ต้องทำการศึกษาระบบการลงทุนให้รอบคอบก่อนที่จะทำการลงทุนกันเสียก่อน โดยอาจเป็นการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการลงทุน


"การลงทุนมีความเสี่ยง" โดยเฉพาะถ้าลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนและให้ผลตอบแทนที่สูง จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ มีข้อมูลรอบด้าน และมีการวางแผนจัดการที่ดี เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้องแม่นยำ หากไม่มั่นใจให้เลือกปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน หรือผู้จัดการการเงินส่วนบุคคล


ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนไม่ผิดพลาด และจะช่วยวาง แผนการเงินให้สอดคล้องกับความต้องการและเป้าหมายในชีวิต เพื่อปูทางสู่อนาคตทางการเงินที่สดใสของคุณไงล่ะ
เป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยทีเดียวหากคุณต้องการที่จะเก็บออมเงินนั้น คือใจรักที่จะเก็บ และความเข้มแข็งที่บอกได้เลยว่าหากมีสองอย่างนี้อยู่ในตัวรับรองได้เลยว่าคุณจะเดินทางไปถึงฝั่งไม่ยากเลยล่ะ



9999 MONEY TODAY NEWS
Read More...

เลี่ยงได้ควรเลี่ยง! 4วิธีผัดผักที่อาจจะทำให้คุณเป็นมะเร็ง

หลายคนอาจจะคิดว่า “การกินผัก กินอย่างไรก็มีประโยชน์” ข้อเท็จจริงนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสมอไป หากว่าการเราประทานผักของคุณนั้นผ่านกระบวนการปรุงด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเมนูผัดผักที่หาทานได้ง่ายๆ เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดี ที่กลายเป็นเมนูก่อมะเร็งโดยที่คุณไม่รู้ตัว จะต้องหลีกเลี่ยงการผัดแบบไหน ร่างกายของเราจึงจะปลอดภัยมากที่สุด ตามมาหาคำตอบกันได้เลย
1 ล้างผักหลังจากหั่นเสร็จแล้ว


ผักที่หั่นแล้วเวลานำไปล้างพื้นผิวที่สัมผัสกับน้ำจะมากกว่าตอนที่ยังไม่ได้หั่นทำให้แร่ธาตุบางชนิด วิตามินบีและซีบางส่วนละลายไปกับน้ำ วิธีการที่ถูกต้องคือควรจะค่อยๆล้างผักให้สะอาดและสะเด็ดน้ำให้แห้งก่อนจึงนำไปหั่น และที่สำคัญก็คือผักที่หั่นเสร็จแล้วควรจะนำไปประกอบอาหารทันทีหรือไม่ควรทิ้งไว้นานกว่า 2 ชม. ไม่อย่างนั้นจะทำให้สารอาหารในผักสูญเสียไปเพราะออกซิเดชันกับอากาศ

2 รอมีควันขึ้นค่อยใส่ผัก


การรอให้น้ำมันร้อนจนควันขึ้นแล้วค่อยใส่ผักลงไปผัดนั้น หมายถึงการนำผักลงไปผัดในอุณภูมิน้ำมันที่สูงกว่า 200 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้สูญเสียสารอาหารและแร่ธาตุในผักแถมยังทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง วิธีการที่ถูกต้องนั้นควรจะใส่วัตถุดิบทุกอย่างลงไปก่อนที่น้ำมันจะมีควันขึ้นมา

3 ใส่น้ำมันเยอะๆ


ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันประเภทไหนก็มีปริมาณไขมันมากกว่า 98% ความสามารถในการดูดซับน้ำมันของผักนั้นสูงกว่าเนื้อสัตว์มาก ถ้าหากเราใส่น้ำมันมากไปเวลาผัดผักก็จะทำให้พื้นผิวของผักนั้นเคลือบเต็มไปด้วยน้ำมัน รสชาติของเครื่องปรุงที่ใส่ลงไปจะไม่เข้าไปในผักแถมยังทำให้ร่างกายของเราให้ดูดซึมแร่ธาตุและสารอาหารจากผักได้น้อยลงมาก วิธีที่เหมาะสมก็คือเวลาผัดผักไม่ควรใส่น้ำมันเกินกว่า 1 ช้อนโต๊ะ

4 ใส่เครื่องปรุงที่มีส่วนประกอบของเกลือเยอะเกินไป


ในซีอิ๊วมีส่วนประกอบของเกลือ 15-20% ในผงปรุงรสมีส่วนประกอบของเกลือ 10% ถ้าหากใส่เครื่องปรุงเหล่านี้แล้วก็ไม่ควรใส่เกลือหรือน้ำปลามากเกินไปเพราะจะทำให้ปริมาณโซเดียมในอาหารสูงมากเกินไป


Read More...

แบ่งปันสูตร "หมูยอ ตำครก" เนื้อแน่นสมใจ อร่อย ถูกใจ (ซื้อกินมันแพง ทำเองซะเลย)

สูตรที่ทำนะคะ / หมูบด 1 กิโล

1.หมูบด 1 กิโล
2.แป้งสาลีเอนกประสงค์ เกือบเต็มถ้วยตวง หรือประมาณ 10 ช้อนโต๊ะแบบพูน
3.ผงเบ้กกิ้งโซดาหรือผงฟู 1 ช้อนชา
4.น้ำตาล 2-3 ช้อนชา
5.น้ำปลา 4-5 ช้อนโต๊ะ
6.พริกไทย 2-3 ช้อนชา
7.รสดีหมู 1/2 ช้อนชา
8.กระเทียมโขลก 1 หัว
9.ใบตองสำหรับห่อหมูยอ/กระดาษฟรอยด์ 


วิธีทำ

1.นำส่วนผสมทั้งหมด ผสมให้เข้ากันกับหมูบด
2.นำหมูบดที่ผสมแล้วไปแช่ช่องฟรีซประมาณ 1 ชั่วโมง
3.นำออกมาตำๆนวดๆกับครก หรือ ปั่นกับเครื่องปั่น (ใครไม่มีเครื่องปั่น ลองตำครกดูนะค่ะ)จนเนื้อแน่นหนึบและเหลวจนเป็นเนื้อเดียวกัน
4.นำไปห่อกระดาษฟรอยด์ หรือ ห่อใบตอง จะได้กลิ่นหอม แล้วนึ่งประมาณ 20-30 นาที เสร็จจร้า
ถ้าใส่ในกล่องพลาสติกเวลาสุกแล้วจะมีน้ำออกมาด้วย ให้รินน้ำออกด้วยนะค่ะ จะได้เก็บไว้ได้นานค่ะ

Read More...

สาวคนเก่งแห่ง ต.พรานกระต่าย วัย 21 ปี ชวนครอบครัวลุยเกษตรแนวใหม่


 สาวคนเก่งแห่ง ต.พรานกระต่าย วัย 21 ปี ชวนครอบครัวลุยเกษตรแนวใหม่

สาวคนเก่งแห่งต.พรานกระต่าย วัย 21 ปี ชวนครอบครัวลุยเกษตรแนวใหม่ เปลี่ยนจากไร่มันสำปะหลัง หันไปปลูกดอกดาวเรืองขาย ฝ่าวิกฤตหน้าแล้ง เผยสร้างรายได้งามเก็บขาย 2 - 3 วันต่อครั้งได้เงินถึงครั้งละ 6,000-7,000 บาท ที่กำแพงเพชร




เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2558 เวลา 14.00 น.ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” ประจำจังหวัดกำแพงเพชร ได้เดินทางไปที่ไร่มันสำปะหลัง บริเวณริมถนนสายกำแพงเพชร-พรานกระต่าย บ้านหนองน้ำไส หมู่ที่ 6 ตำบลพรานกระต่าย อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อพบกับ นางสาวสุจิตรา โพธิบัลลังค์ อายุ 21 ปีอยู่บ้านเลขที่ 22/1 หมู่ที่ 6 ตำบลพรานกระต่าย อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร เกษตรกรรายใหม่ ที่หันมาทดลองปลูกดอกดาวเรืองบนเนื้อที่เพียง 2 งาน ควบคู่ไปกับการปลูกมันสำปะหลัง และกำลังออกดอกสีสันงดงามเต็มพื้นที่การเพาะปลูก ซึ่งขายได้ราคาดี มีพ่อค้าจากตลาดปากคลองตลาด กรุงเทพมหานคร มารับซื้อถึงในไร่



นางสาวสุจิตรา โพธิบัลลังค์ กล่าวกับ “ข่าวสด” ว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวของตน ปลูกมันสำปะหลังขายเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว แต่ราคาขายไม่ค่อยดีเท่าที่ควร อีกทั้งต้องใช้เวลานานกว่าจะเก็บผลผลิตได้ ตนเองก็ไปเรียนอยู่ในตัวเมืองกำแพงเพชร ใช้ชีวิตเที่ยวเตร่ไปวันๆ กลางวันเรียน กลางคืนเที่ยวตามสถานบันเทิง ครอบครัวก็ไม่มีรายได้ ตนจึงหยุดคิดว่าหากทำตัวแบบนี้ครอบครัวก็จะต้องเดือดร้อน จึงคิดจะประกอบอาชีพสักอาชีพเพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว ประกอบกับครอบครัวของตนปลูกมันสำปะหลัง แต่ตนเองก็ไม่สามารถที่จะมาช่วยทำไร่มันสำปะหลังได้ จึงพยายามหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต จนพบวิธีการปลูกดาวเรือง ควบคู่กับการทำเกษตรชนิดอื่นไปในพื้นที่เดียวกันได้ ดังนั้น จึงได้ขออนุญาตครอบครัวทดลองปลูกดอกดาวเรือง ควบคู่ไปกับการทำไร่มันสำปะหลัง เพราะคิดว่าสามารถเก็บผลผลิตได้หลายครั้ง และสามารถสร้างรายได้ตลอดระยะเวลาการปลูก

โดยลงทุนเริ่มแรกจำนวน 10,000 บาท เป็นค่าเมล็ดพันธุ์ดอกดาวเรือง ค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืช โดยเริ่มปลูกตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ในพื้นที่ 2 งาน ปลูกดอกดาวเรืองจำนวน 4,500 ต้น ปรากฏว่า ดอกดาวเรืองให้ผลผลิตดีมาก ในครั้งแรกสามารถเก็บดอกดาวเรืองได้ประมาณ 2, 000 ดอก มีพ่อค้าจากตลาดปากคลองตลาดมารับซื้อ แยกเป็นดอกขนาดใหญ่ราคาดอกละ 1 บาท และดอกขนาดเล็กราคา 60 - 80 สตางค์ สามารถขายได้เงินถึง 10,000 บาท ในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ และเตรียมที่จะปลูกต้นดาวเรืองเพิ่มขึ้นไปอีก 20,000 ต้น ในเนื้อ 3 ไร่ เนื่องจากการปลูกดาวเรืองสามารถสร้างรายได้ให้อย่างสม่ำเสมอ ดีกว่าการปลูกมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก  
นางสาวสุจิตรา กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีชาวบ้านในพื้นที่ให้ความสนใจเตรียมหันมาปลูกดอกดาวเรืองขายเหมือนกับตนแล้ว เพราะเห็นว่าการปลูกดอกดาวเรืองขายนี้ เพียงรดน้ำ พรวนดิน ดูแลใส่ปุ๋ย อย่างสม่ำเสมอ ดอกดาวเรืองจะให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ โดยสามารถเก็บได้ตลอดทั้งเดือน ซึ่งก่อนหน้านี้ครอบครัวของตนปลูกมันสำปะหลังขายรายได้ไม่ค่อยดี แต่เมื่อมาปลูกดอกดาวเรืองขาย ทำให้เงินทองไม่ขาดมือ เพียง 2 -3 วัน ก็ได้เงิน 6,000-7,000 บาทแล้ว นับว่าเป็นการสร้างรายได้ในช่วงหน้าแล้งและช่วงที่รอเก็บเกี่ยวผลผลิตจากมันสำปะหลังได้เป็นอย่างดี


i love flower
Read More...

"เด่นเลข ล่าง" มาชัวร์ จัดงวด 16/2/2559



lottery of thailand today
Read More...

กล้วยหอมทองออร์เดอร์ทะลักรับตรุษจีน ราคาพุ่งหวีละ100คนแห่ปลูกหวั่นปีหน้าราคาร่วงซ้ำรอยข้าว-ยาง

ในช่วงเทศกาลตรุษจีน (6-8 ก.พ. 59) ปีนี้มีออร์เดอร์หรือคำสั่งซื้อกล้วยหอมทองที่นำไปจำหน่ายในห้างโมเดิร์นเทรดเข้ามาแล้วจำนวนกว่า 1 แสนหวี เพิ่มขึ้นมากจากช่วงปกติจำหน่ายอยู่ที่วันละ 1,000-2,000 หวี ซึ่งยังสามารถหาผลผลิตป้อนตามออร์เดอร์ได้ เพราะมีลูกไร่หลายราย
ส่วนกรณีภัยแล้งนั้นยังไม่ประสบปัญหา เพราะมีฝนตกลงมาในช่วงปลายเดือนมกราคม 2558 ทำให้ในคลองยังมีน้ำอยู่ปริมาณมาก และน่าจะเพียงพอต่อการเพาะปลูกกล้วยในพื้นที่อำเภอหนองเสือ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ที่สุดของประเทศ

นายมานะ บุญสร้าง หัวหน้าฝ่ายการตลาด สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้มีลูกค้าจองซื้อกล้วยหอมทองมากขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา จนทำให้ไม่สามารถผลิตให้ทันตามความต้องการของลูกค้าได้ ขณะที่ราคาปรับตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี ปัจจุบันราคารับซื้อหน้าสวนอยู่ที่ลูกละ 2.50 บาท และช่วงเทศกาลตรุษจีนจะสูงถึงลูกละ 3 บาท

ปัจจุบันสหกรณ์ฯได้เข้าไปส่งเสริมเกษตรกรปลูกกล้วยหอมแล้วทั้งสิ้น 1,200 ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวได้ 100% แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดส่งออกและตลาดในประเทศ อย่างไรก็ตามกังวลว่าผลผลิตจะล้นตลาดและราคาผันผวนในปี 2560 เพราะขณะนี้มีเกษตรกรหลายจังหวัดแห่ปลูก เนื่องจากราคาดี ทำให้ธุรกิจกล้าพันธุ์ขยายตัวดีมาก โดยเฉพาะที่จังหวัดเพชรบุรีปีนี้จำหน่ายพันธุ์กล้วยหอมไปแล้ว 100,000 ต้น

ราคาพุ่งหวีละ 100 บาท

นางสาวเขมฤดี พุมฤทธิ์ เจ้าของกิจการค้าปลีก-ค้าส่ง และส่งออกกล้วยหอมทอง ในตลาดไอยรา จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนราคาในตลาดค้าปลีกค้าส่งปรับสูงขึ้นถึงหวีละ 120 บาท ปรับตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี ลูกค้าหันมาแห่จองซื้อกล้วยหอมที่หน้าสวน และมีการจองล่วงหน้าระยะยาวขึ้น เพราะลูกค้ามีความกังวลว่าจะขาดตลาดช่วงตรุษจีน

"ตลาดส่งออกกล้วยหอมทอง คือ ดูไบ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง มีคำสั่งซื้อกล้วยหอมทองเกรด A ไม่อั้น ทำให้ธุรกิจกล้วยหอมขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีปัจจัยลบทางด้านคุณภาพผิวและลักษณะของลูกไม่สวยงาม ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งแนวโน้มจะมีเพิ่มขึ้นจนอาจล้นตลาด ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มนำกล้วยที่มีผิวและรูปร่างไม่สวยมาแปรรูปเป็นเค้กกล้วยหอม กล้วยฉาบ และอุตสาหกรรมแปรรูปอื่น ๆ"

ขณะที่ธุรกิจจำหน่ายกล้าพันธุ์ก็เติบโตแบบก้าวกระโดด ราคาปรับสูงขึ้นต้นละ 17-18 บาท เกษตรกรภาคเหนือและอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ชัยภูมิ แห่ซื้อกล้าพันธุ์จากภาคกลางและจังหวัดชุมพร ลงทุนปลูกสวนกล้วยหอมทองแทนการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ ที่ราคาตกต่ำอยู่ในขณะนี้ แต่กล้วยน้ำว้าปีนี้มีโอกาสขาดตลาดสูง เพราะเกษตรกรนิยมหันมาปลูกกล้วยหอมทองมากกว่า

แห่ปลูกหวั่นล้นตลาด

นางสาวเขมฤดีกล่าวว่าการที่เกษตรกรแห่มาปลูกกล้วยหอมทองในต่างจังหวัดมากขึ้นแทนการปลูกพืชนิดอื่นๆที่ราคาตกต่ำ หากเกษตรกรไม่มีความรู้เทคนิคการปลูกที่ถูกวิธี จะทำให้ผลผลิตออกมาคุณภาพต่ำ และในปี 2560 ผลผลิตจะออกมาพร้อมกันทั่วประเทศ มีโอกาสเกิดภาวะสินค้าล้นตลาด และราคาผันผวนได้

เช่นเดียวกับนายชัชวาล ทินประยงค์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีการปลูกกล้วยหอมเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในจังหวัดปทุมธานี จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 8,000 ไร่ โดยมีเกษตรกรหลายรายเปลี่ยนจากการปลูกผัก ส้ม หันมาปลูกกล้วยแทน เพราะเห็นว่ามีความต้องการมาก และขายได้ราคาดี ทำให้ขณะนี้หน่อกล้วยหอมเริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการ และผลผลิตที่เพิ่มขึ้นยังจะส่งผลให้ราคาลดลงด้วย

ขณะที่ออร์เดอร์กล้วยหอมทองล่วงหน้าสำหรับจำหน่ายช่วงเทศกาลตรุษจีนตามตลาดค้าส่งผัก/ผลไม้ขณะนี้มีเข้ามาเป็นจำนวนมากโดยประเมินว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีน5วันจะสามารถทำรายได้กว่า7-8 ล้านบาท ขณะที่ผลผลิตมีเท่าไหร่ก็สามารถจำหน่ายได้ทั้งหมด เพราะความต้องการสูง ส่วนราคาจะปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่หวีละ 80-100 บาท จากปัจจุบันหวีละ 50-60 บาท ซึ่งขณะนี้นอกจากส่งขายที่ตลาดไทแล้ว ก็ยังส่งไปภาคใต้ เช่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และชุมพรอีกด้วย



THAI HOT NEWS TODAY

Read More...

จำกันได้ไหม!!พระเอกในตำนาน"สเต ฟาน"สิ้นแล้ว" รถชนดับ ค่ายข่าวระดับโลก CNN รายงานจากสหรัฐอเมริกา มีรถพ่วง.....

ทำโซเชียลป่วนอีกรอบ! มือดีปลอมเว็บไทยรัฐกุข่าว อดีตพระเอกหนุ่ม ‘สเตฟาน ฐสิษฐ์’ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่สหรัฐฯ เจ้าตัวยัน ยังไม่ตาย เผยพฤติกรรมเว็บไซต์ดังกล่าวหลอกคลิกคนดูหวังได้ยอดโฆษณา...

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 59 มีรายงานว่าบนสังคมออนไลน์ มีมือดีปลอมเว็บไซต์ไทยรัฐ และทำการเผยแพร่ข่าว "จำกันได้ไหม!! พระเอกในตำนาน สเตฟาน สิ้นแล้ว รถชนดับ ค่ายข่าวระดับโลก CNN รายงานจากสหรัฐอเมริกา มีรถพ่วง” โดยเนื้อข่าวอ้างว่า "มีรถบรรทุกน้ำมันเสียหลักพุ่งเข้าชนรถยนต์ส่วนตัวที่วิ่งสวนมา พุ่งเข้าชนด้วยความเร็วประมาน 130 กม./ต่อ ชม. ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ที่สวนมาคอขาดแขนหักเสียชีวิตทันที่ในที่เกิดเหตุ ผู้ขับรถบบรทุกได้ยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ ในเวลาต่อมาทราบชื่อผู้เสียชีวิต เป็นชาวไทยและเป็นนักแสดงชื่อดังในวงการบันเทิงอีกแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานไปยังสถานทูตเพื่อติดต่อญาติและนำศพไปทำตามพิธีกรรมต่อไป



จากการตรวจสอบภาพข่าวดังกล่าวพบว่าเป็นภาพที่ถูกเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นรายงานเกี่ยวกับสถิติอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงปี 2548 ไม่ใช่อุบัติเหตุของพระเอกหนุ่มแต่อย่างใด

ล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา ‘สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์’ ได้อัพเดทผ่านอินสตาแกรม @stephan99 ว่า ฉันยังไม่ตาย ไม่ต้องกังวล ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วง


ทั้งนี้ พฤติกรรมเว็บไซต์ดังกล่าวได้เลียนแบบหน้าเว็บข่าวไทยรัฐ และมักหยิบคนดังมาอ้างว่าประสบอุบัติเหตุต่างๆ เมื่อคลิกเข้าไปจะพบว่ามีการนำสัญลักษณ์กากบาทให้ปิด เพื่อทำการอ่านข่าวอย่างสะดวก แต่กลับกลายเป็นการพาเข้าสู่เว็บไซต์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งผู้จัดทำเว็บจะได้ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาส่วนดังกล่าว

สำหรับเว็บไซต์ข่าวไทยรัฐออนไลน์ที่ถูกต้องคือ www.thairath.co.th
Read More...

5 วิธีออมเงิน สำหรับคนเก็บเงินไม่เก่ง

ในยุคที่เงินทองหายากเช่นนี้ จะเก็บเงินให้อยู่กับตัวเห็นจะเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายๆคน เพราะไม่ว่าจะเรื่องค่าใช้จ่ายภายในบ้าน เงินสำหรับเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในครอบครัว บางคนมีภาระหนี้สินจากการผ่อนเครื่องมือเครื่องใช้หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะออมเงินในเมื่อเงินก็แทบจะไม่พอใช้อยู่แล้ว

มาดูกันว่า เราจะใช้ วิธีออมเงิน แบบใดได้บ้างเพื่อเป็นการบังคับให้เราออมเงินกับ 5 วิธีออมเงินเงิน สำหรับคนเก็บเงินไม่เก่ง


1.พกเงินติดตัวให้น้อยลง
การใช้เงินในแต่ละวันของคุณหมดไปกับค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง คนที่เก็บเงินไม่เก่ง อาจหมดไปเพราะการใช้จ่ายสิ้นเปลืองในแต่ละวันโดยที่คุณไม่รู้ตัว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณสิ้นเปลืองกับการซื้อนู้นนี่นั่นทำให้เงินหมดไปแต่ละวัน เพราะจำนวนเงินในกระเป๋าคุณมีเยอะเกินไป คุณจึงไม่คำนึงถึงสิ่งที่จำเป็นต้องใช้กับสิ่งที่ไม่ต้องใช้ก็ได้


ยิ่งถ้าคุณเป็นพวกขาช็อปแล้วด้วยละก็ หากพกเงินติดตัวไว้ครั้งละมากๆ สิ่งที่คุณได้มาคือของที่คุณอยากได้ แต่สิ่งที่คุณจะเสียไปคือสภาพคล่องทางการเงินในเดือนนั้น ดังนั้นหากไม่อยากหมดเงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นในแต่ละวันเยอะ ควรพกเงินสดติดตัวเท่าที่จำเป็น เพราะนอกจากจะเหลือเงินไว้ใช้จ่ายในแต่ละวันแล้ว คุณยังเหลือเงินเก็บไว้ออมด้วย


2.จับยัดเข้าธนาคาร
การนำเงินไปฝากไว้กับธนาคาร เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คุณออมเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากคุณเป็นคนที่ยังไม่มีวินัยในการออมเงินแล้วล่ะก็ ถ้าฝากได้ก็ถอนออกมาใช้ได้เช่นกัน เพราะปัจจุบันธนาคารต่างๆเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้ามากขึ้น จะฝากเงินหรือถอนเงินเป็นเรื่องง่ายมาก


สิ่งที่คุณต้องทำถ้าอยากจะใช้ประโยชน์จากธนาคารเพื่อออมเงินคือ ทำให้มันถอนยากขึ้น โดยคุณอาจเปิดบัญชีแบบฝากประจำและระบุให้ตัดเงินจากในบัญชีแบบอัตโนมัติซัก 24 เดือน จะให้ตัดออกเป็นจำนวนเท่าไหร่ก็อยู่ที่การวางแผนของคุณ อาจซักสิบเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนคุณ และที่สำคัญที่สุดห้ามทำบัตรเอทีเอ็ม เพียงเท่านี้คุณก็มีเงินเก็บแบบอัตโนมัติแล้ว


3.งดใช้บัตรเครดิต
ใช้บัตรเครดิตเพื่อนความสะดวก อย่าใช้เพื่อก่อหนี้สิน คำสอนของในหลวงที่ควรนำมาใช้ หากคุณเป็นคนใช้บัตรเครดิตจนเกินตัว ถ้าคุณเป็นคนไม่มีปัญหาทางการเงิน หรือสามารถรู้ขอบเขตของการนำเงินมาใช้ได้ บัตรเครดิตเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้คุณสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่หากคุณเป็นคนใช้เงินมือเติบ ประเภทที่ว่าใช้เต็มวงเงินทุกเดือน แล้วมาหน้ามืดที่หลังเมื่อได้รับใบเรียกชำระเงินในทุกสิ้นเดือนแล้วละก็


ขอแนะนำให้หยุดใช้บัตรเครดิตนี่ซะ เพราะนอกจากจะไม่มีเงินออมแล้ว คุณยังได้สร้างหนี้ในอนาคตด้วย บางครั้งความสะดวกสบายจากการใช้บัตรเครดิตอาจเหมาะกับคนมีความรับผิดชอบหรือไม่เดือดร้อนที่จะใช้เงิน หากไม่แล้ว คุณอาจต้องมาเสียใจทีหลัง


4. เอาเศษเหรียญทั้งหมดที่ได้มาเอามาหยอดกระปุกหมูซะ
หลายครั้งที่เราไม่มีเงินเก็บ เพราะเราไม่มีวินัยมากพอที่จะนำเงินมาออมไว้ วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับคนที่คิดจะออมเงินคือ หยอดเหรียญในกระปุกหมูของคุณ คุณอาจมองว่าเป็นวิธีที่เด็กน้อยทำกันและอาจจะคิดว่ามันเป็นการออมเงินจำนวนที่เล็กน้อยมาก แต่หากคุณเพิ่งจะเริ่มต้นการออมเงิน วิธีนี้เป็นวิธีสร้างวินัยได้ดีที่สุด


เคยมีดาราท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งว่า เขาเคยมีชีวิตที่ตกต่ำมาก ถึงขนาดที่เงินจะซื้ออาหารยังไม่มีจะซื้อเลย แต่โชคดีที่เขาเป็นคนชอบหยอดกระปุกออมสินและหยอดมันจนเต็มหลายใบ เขาจึงสามารถใช้เงินในกระปุกนั้นเลี้ยงคนในครอบครัวได้ และทำให้ชีวิตเขากลับมาเจริญก้าวหน้าได้อีกครั้ง เห็นถึงประโยชน์กระปุกหมูของคุณหรือยังเอ่ย


5.ถ้าเอาชนะใจตัวคุณได้ เรื่องออมเงินจะเป็นเรื่องที่ง่าย
ก่อนจะเริ่มทำอะไรก็แล้วแต่คุณต้องตั้งมั่นเอาไว้ในใจว่า คุณจะทำมันให้ได้ การออมเงินก็เหมือนกัน ในครั้งเริ่มแรกมันอาจจะยากสำหรับคุณ คุณอาจท้อเพราะจำนวนเงินที่หามาได้มันก็น้อยอยู่แล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคือการเก็บเงินที่ได้มาก่อนการใช้ออกไป โดยอาจคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากเงินเดือนของคุณ


ตัวอย่างเช่น เงินเดือนหนึ่งหมื่นห้าพันบาท คุณอาจจะเก็บออมไว้ก่อน หนึ่งพันบาท อย่าไปคิดว่ามันน้อยเกินไป หรือเอาไปเปรียญเทียบกับเพื่อนๆที่ออมเงินได้มากกว่า เงินออมจะมากหรือน้อยไม่ใช่สิ่งสำคัญ การเอาชนะใจตัวเองได้นั่นแหละสำคัญที่สุด เมื่อคุณรู้จักการออมแล้ว แม้เงินออมจะเล็กน้อย แต่นั่นคือความภูมิใจของคุณ


การออมเงินนั้น นอกจากจะออมเพื่อซื้อสิ่งที่คุณอยากได้แล้ว เงินออมนี้อาจช่วยให้คุณมีความมั่งคงในชีวิตขึ้น คุณอาจต้องใช้เงินหากมีเหตุฉุกเฉินในอนาคต หรือเก็บไว้ให้บุตรหลานเพื่อการศึกษาต่อไป ดังนั้นการออมเงินจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงกระทำ เพราะมันมีแต่จะสร้างประโยชน์ให้คุณ

http://money.sanook.com/356077/TODAY MONEY NEWS

Read More...

พลิกวิกฤตเจ๋ง เกษตรกรลดพื้นที่ยางฯ หันมาปลูกพริกขี้หนู-แตงกวา โกยเดือนละ 3-4 หมื่นบ.

สนับสนุนเนื้อหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธวัชชัย เสนะโกวร เกษตรกรหมู่ที่ 3 บ้านพนมพริก ตำบลแสนตุ้ง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ลดพื้นที่ปลูกยางพาราหันมามาปลูกพริกขี้หนู และแตงกวา แซมต้นเงาะที่ปลูกใหม่ สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 30,000 – 40,000 บาท ต่อเดือน


 นายธวัชชัย เสนะโกวร กล่าวว่า จากปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำ จึงมีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนอาชีพมาปลูกพืชผักที่สามารถทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง จึงหันมาทำสวนเงาะ พร้อมทั้งปลูกพริกขี้หนู และแตงกว่า แซม แทนการทำสวนยางพาราบนเนื้อที่ 4 ไร่ และในพื้นที่อีก 4 ไร่ ปลูกสับปะรดโรงงานแซมต้นเงาะ ทั้งนี้ในส่วนของแตงกวาในรายได้รุ่นแรก 4 ไร่ สามารถสร้างรายได้ 70,000 บาทเศษ ส่วนรุ่นที่ 2 แตงกวา 1 ไร่สามารถสร้างรายได้ 15,000 บาท รวมกันแล้วมีรายได้มากกว่าการจำหน่ายยางพาราทั้งปี

ส่วนของพริกขี้หนู เก็บผลผลิตรุ่นแรก 250 กิโลกรัม ๆ ขายกิโลกรัมละ 75 บาท มีรายได้ประมาณ 18,000 บาท แต่พริกจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยสามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 5 – 6 เดือน หรือจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน 2559 คาดว่าในพื้นที่ 4 ไร่จะสามารถเก็บผลผลิตได้เฉลี่ยเดือนละ 1 ตัน หากราคาขาย 30 – 40 บาทต่อกิโลกรัม จะมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 30,000 – 40,000 บาท

นายธวัชชัย เสนะโกวร กล่าวอีกว่า การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางพารามาเปลี่ยนเป็นปลูกเงาะ และพืชผักพื้นบ้านมีหัวใจอยู่ที่การปรับปรุงดิน เนื่องจาก พื้นที่ที่เคยปลูกยางพาราจะมีสภาพดินที่เป็นกรด จะต้องไถเพื่อพลิกหน้าดิน ใช้โดโลไมท์ 15 – 0 – 0 ในการบำบัดสภาพดินที่เป็นกรด และใช้เชื้อไตรโครเดอร์มา มาเป็นตัวช่วยในการกำจัดเชื้อราในดิน

อย่างไรก็ตามอยากขอแนะนำให้เพื่อนเกษตรกรการปลูกพืชหลากหลาย สามารถช่วยเกษตรกรในการกระจายความเสี่ยงจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ มีรายได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะจำพวกผักที่ทุกครัวเรือนต้องบริโภค และให้ผลตอบแทนสูงกว่าการปลูกยางพาราในสถานการณ์ปัจจุบัน



/THAI HOT NEWS TODAY
Read More...

ปลูก’ผักหวานป่า’แซมพืชไร่ไม้ผล รวยปีละหลายแสน! ที่ชัยภูมิ

สนับสนุนเนื้อหา
“ผักหวานป่า” เป็นผักพื้นบ้านที่พบเห็นได้ง่ายในเขตพื้นที่ราบสูง ที่เป็นป่าเต็งรัง ป่าไผ่ รวมอยู่ในกลุ่มพวกป่าเบญจพรรณ ผักหวานป่ามีลักษณะใบใหญ่ กลมยาว หนา 

 หากสนใจอยากปลูกผักหวาน แต่ไม่รู้วิธีปลูก ต้นผักหวานมักจะไม่ค่อยโต การปลูกผักหวานให้ได้ผลผลิตที่ดีต้องปลูกเลียนแบบธรรมชาติ โดยปลูกผสมผสานกับพืชไร่ไม้ผลอื่นๆ เพื่ออาศัยร่มเงาไม้พี่เลี้ยงช่วยพรางแสงแดดในแปลงเพาะปลูก

จุดยากลำบากในการปลูกผักหวานป่าคือ ต้นกล้าที่เกิดจากการเพาะเมล็ด เมื่อนำไปปลูกในดินต้องระวังไม่ให้รากขาดและรากต้องตั้งตรงลงดิน มิฉะนั้นต้นผักหวานจะไม่เจริญเติบโต

ผักหวานป่าเป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี ผลผลิตในช่วงนอกฤดูซื้อขายในราคาสูงถึงกิโลกรัม (กก.) ละ 200 บาท ผลผลิตในช่วงฤดูราคาขายอยู่ที่ กก.ละ 70 บาท ดอกผักหวานป่ามีราคาสูงถึง กก.ละ 300 บาท ผักหวานป่าจึงเหมาะสำหรับปลูกในเชิงการค้า เพราะมีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีทั้งวิตามิน โปรตีน กากใยอาหาร ช่วยย่อยอาหารได้ดีมาก แถมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ลดอาการอักเสบทางผิวหนัง ลดน้ำตาลในเลือด ละลายไขมัน ฯลฯ

ศูนย์เรียนรู้ การปลูก ผักหวานป่า จ.ชัยภูมิ

ปัจจุบันมีแหล่งปลูกและขยายพันธุ์ผักหวานป่าและผักหวานบ้านในหลายพื้นที่ เช่น บ้านหมอ จ.สระบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ ฯลฯ ในฉบับนี้ขอพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชม “ศูนย์เรียนรู้ การปลูกผักหวานป่า” ของ “ป้าคำพุฒ แสนสิบ” บ้านเลขที่ 71/1 หมู่ 7 บ้านโนนผักหวาน ตำบลแหลมทอง อ.ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ 36260

สำหรับ “ศูนย์เรียนรู้การปลูกผักหวานป่า” แห่งนี้อยู่ภายใต้การสนับสนุนของ กศน.ตำบลแหลมทอง ที่ผ่านมาทาง กศน.ตำบลแหลมทองเปิดกลุ่มโครงการจัดการศึกษาต่อเนื่องแบบบูรณาการด้านอาชีพ หลักสูตรการปลูกผักหวานป่า ณ บ้านโนนผักหวาน โดยให้ป้าคำพุฒ แสนสิบ เป็นวิทยากรสอนเยาวชนและชาวบ้านที่สนใจหลักสูตรนี้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันครอบครัวป้าคำพุฒมีอาชีพปลูกผักหวานป่าแซมในสวนหม่อน ลำไย พริก เงาะ ปลูกแบบผสมผสาน บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่

ในอดีตครอบครัวป้าคำพุฒมีอาชีพรับจ้างเลี้ยงไหมมาตั้งแต่ปี 2528 จนกระทั่งปี 2543 เจอปัญหาราคาเส้นไหมตกต่ำ จากเดิมที่เคยซื้อขายในราคา กก.ละ 170 บาท ก็ร่วงหล่นเหลือแค่ 80 บาท/กก. รายได้หดหาย แถมมีปัญหาใบหม่อนไม่พอเลี้ยงหนอนไหม จึงพยายามมองหาอาชีพใหม่เพื่อเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว จังหวะนั้นเจอเพื่อนบ้านปลูกผักหวานป่าขาย กก.ละ 200 บาท ได้ผลกำไรดี จึงเกิดความสนใจ ขอให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาชัยภูมิพาไปดูงานเรื่องการปลูกผักหวานที่บ้านหมอ จ.สระบุรี

 ปลูกผักหวานป่า แซมพืชไร่ไม้ผล

ป้าคำพุฒได้นำต้นผักหวานป่ามาทดลองปลูก จำนวน 150 ต้น โดยปลูกผักหวานป่าเลียนแบบธรรมชาติ ปลูกแซมในสวนหม่อน ลำไย พริก เพื่อให้เป็นไม้พี่เลี้ยง ให้มีแสงแดดรำไร ต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตดี ปลูกประมาณ 4 ปีก็เริ่มเก็บยอดผักหวานออกขายได้ ป้ากับเพื่อนเกษตรกรจะรวมกลุ่มกันขายผักหวานป่าให้แม่ค้า ในราคา กก.ละ 200 บาท

ปัจจุบันสวนผักหวานป่าแห่งนี้มีอายุครบ 10 ปีแล้ว ยังให้ผลผลิตที่ดี ผักหวานป่าเป็นพืชที่ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย จะเข้าสู่ช่วงพักต้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคมของทุกปี เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งจะสามารถเก็บผักหวานป่าออกขายได้

ป้าคำพุฒบอกว่า ที่นี่เก็บผักหวานป่าออกขายปีละครั้ง โดยเก็บยอดผักหวานป่าในลักษณะผักสด และเก็บใบผักหวานป่ามาแปรรูปในลักษณะใบชา ต้นผักหวานป่าเมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีเมล็ด สามารถนำมาเพาะขยายพันธุ์ได้ ผักหวานป่าจะมีเมล็ดปีละครั้ง จะสุกประมาณปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนมิถุนายน เมล็ดจะมีอัตรางอกลดลงอย่างเร็วมาก เมล็ดแก่ที่หลุดร่วงจากต้นต้องเร่งเพาะเมล็ดภายใน 15 วัน หากปล่อยทิ้งไว้เปอร์เซ็นต์การงอกก็จะลดลงเรื่อยๆ


จากปีแรกที่ปลูกต้นผักหวานป่า จำนวน 150 ต้น ปัจจุบันป้าคำพุฒสามารถขยายพันธุ์ต้นผักหวานป่าได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,000-3,000 ต้น มีรายได้จากการเก็บผักหวานป่าออกขายปีละ 200,000 บาท และเก็บเมล็ดผักหวานป่าจากป่าชุมชนแถวบ้านมาเพาะขยายพันธุ์ จำหน่ายต้นกล้าแก่เกษตรกรและประชาชนที่สนใจ ในราคาต้นละ 25 บาท ต้นกล้าที่เกิดจากการเพาะเมล็ดสามารถเติบโต แข็งแรง เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป

คำแนะนำ ในการปลูกผักหวานป่า

ป้าคำพุฒบอกว่า ปลูก 4 ปีก็เก็บยอดขายได้แล้ว เวลาขุดดินใส่ต้นกล้าผักหวานป่าลงไป ระวังอย่าให้รากขาด เพราะต้นผักหวานป่าจะไม่เจริญเติบโต ไม่แตกยอด เวลาปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดินลงไป ต้นผักหวานป่ามีอายุยืน 50-100 ปี แถมดอกผักหวานป่ายังขายได้ราคาดีอีกต่างหาก ขายส่งในราคา กก.ละ 300 บาท ตลาดนิยมดอกผักหวานป่าเพราะถือว่าเป็นของแปลก เป็นยาดี ขายแยกดอก แยกใบ

โดยธรรมชาติแล้ว ต้นผักหวานป่ามักพบเห็นได้ตามป่าเบญจพรรณที่มีไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด หากเรานำมาปลูกในพื้นที่เรือกสวนไร่นาจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศภายในสวนให้มีร่มเงาเหมือนป่าตามธรรมชาติ โดยปลูกผักหวานป่าแซมกับไม้ผลไม้ยืนต้น ประเภทต้นลำไย มะยงชิด ต้นหม่อน หากปลูกผักหวานป่าแบบพืชเชิงเดี่ยว ต้นผักหวานป่าจะแสดงอาการใบเหลืองและมีโอกาสตายได้

เพื่อช่วยให้ต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตเร็วและแตกยอดได้ดี ควรตัดยอดบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้ต้นผักหวานป่าแตกยอดใหม่ได้มากขึ้น เทคนิคนี้ได้ผลดีเมื่อทำกับต้นผักหวานป่าที่มีอายุมากแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ การขุดรากผักหวานป่าที่เป็นต้นแก่แล้วสามารถช่วยให้เกิดการแตกต้นใหม่ได้เช่นกัน สำหรับต้นผักหวานป่าที่ปลูกตามธรรมชาติ แค่ดูแลใส่ปุ๋ยคอก ใส่ปุ๋ยขี้ไหมใต้ต้นผักหวานป่าก็ทำให้ต้นผักหวานในชุมชนแห่งนี้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร คือมีลักษณะยอดใหญ่และอ่อน มีรสชาติหวาน มัน กรอบ

ที่ผ่านมาครอบครัวป้าคำพุฒได้รับการสนับสนุนเงินกู้จาก ธ.ก.ส.สาขาชัยภูมิ จำนวน 5,000 บาท เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนทำนารอบ 2 ป้าคำพุฒกู้เงิน 200,000 บาทมาใช้ก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงไหม ปัจจุบันป้าคำพุฒมีรายได้จากการทำสวนผักหวานป่าผสมผสานกับสวนผลไม้ สร้างรายได้ก้อนโต หักค่าใช้จ่ายแล้วยังมีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ สามารถชำระเงินกู้กับ ธ.ก.ส.ได้หมดแล้ว ปัจจุบัน ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวป้าคำพุฒก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และสวนแห่งนี้ก็กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการปลูกผักหวานป่าที่ผู้สนใจต่างแวะเวียนกันเข้ามาหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง



/TODAY THAI NEW ABOUT AGRICUTURE
Read More...

วิธีเพาะเห็ดฟางแนวใหม่ เพาะในตะกร้า ลงทุนน้อยแต่รายได้สูง!!

ขั้นตอนก็มีดังนี้ 

  1.ละลายแป้งข้าวเหนียวและอีเอ็มในน้ำ 
    2.นำฟางไปแช่จนอิ่มน้ำ 1 ชม. 
    3.นำมาอัดลงตะกร้าสลับฟางกับเชื้อเห็ด ให้ครบ3ชั้น ชั้นที่3ให้โรยเชื้อเห็ดเต็มหน้าตะกร้า 
    4.เอาฟางมาวางปิดเชื้อเห็ดอีกทีให้พอดีกับขอบตระกร้าด้านบน โดย แต่งฟางเสมอขอบตะกร้า 
    5.เชื้อเห็ดฟาง 1 ก้อน สามารถปลูกเห็ดได้ 2 ตะกร้าค่ะ 




    6.เสร็จแล้ว ครอบด้วยซุ่มไก่ หรืออะไรก็ได้ที่สามารถนำมาครอบตะกร้าได้ค่ะ 
    7.สามารถทำจากไม้ไผ่ได้ค่ะเอาไม้ไผ่ตั้งเป็นสี่มุมก็ได้ คลุมด้วยพลาสติก ปิดด้วยแสลนหรือผ้า ทิ้งไว้ 3 คืน 
    8.เช้าวันที่ 4 เปิดรูระบายตรงวงกลมด้านบนพอ นาน15-20นาทีก็ได้ แล้ว คลุมด้วยแสลน หรือผ้าอย่างเดิม 
    9.รอ…6 คืนเห็ดเริ่มออกดอกแล้วค่ะ?(ตั้งแต่ปลูกเสร็จไม่ต้องรดน้ำซ้ำอีกเพราะจะทำให้เห็ดฝ่อง่ายมาก
ท่าที่เพาะมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายสูตร แต่สูตรให้ผลผลิตสูง/สม่ำเสมอ/พอเป็นแนวทาง ที่จะพัฒนาต่อไปได้ คือ ใช้เปลือกถั่วเหลืองแทนฟาง ส่วนอาหารเสริม ได้แก่ เศษฝ้าย หรือไส้นุ่น เชื้อเห็ดฟาง 1 ก้อนเพาะได้ 2 ตะกร้า ค่าเฉลี่ยตะกร้าละ 1 กก.ครับ. 

ที่มา :  kaijeaw
Read More...

วิธีปลูกผัก"สลัด" ไว้ทานเอง..ไว้ทำ"สลัดโรล"ขายก็ได้กำไร...ง่ายๆๆลองฝึกทำดูค่ะ...

 ขั้นตอนแรก

เพาะเมล็ดใส่ในภาชนะเพาะก่อนครับ....  พอเริ่มมีใบจริง ก็ย้ายมาใส่ขวดละ 2 ต้น หรือถ้าปลูกในกระถางก็ให้ห่างกันซัก 1 คืบ (อย่างน้อย) ครับ

ช่วงรอก็ปรุงดินเตรียมไว้

ดินผสมใบก้ามปู 1 ส่วน ดินถุงธรรมดา 1 ส่วนกากมะพร้าวสับ 1 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน (ปุ๋ยมูลใส้เดือน กากกาแฟ ถ้ามีก็ใส่ ไม่มีก็ไม่เป็นไร) ตัดขวด น้ำ (ขวดเหลี่ยม) ด้านบนเป็นช่องสำหรับปลูก ด้านล่างเจาะรู 4-5 รู แล้วเอาดินใส่ขวด ให้เต็ม กดแน่นพอสมควร เมื่อต้นกล้าเริ่ม มีใบจริง ย้ายมาปลูกในขวด ขวดละ 2 ต้น รดน้าเช้าเย็น เมื่อเริ่มโต บำรุงด้วยปุ๋ยขี้ไก่ หรือ ถ้าไม่ซีเรียด ใส่ปุ๋ยเคมี 15-15-15 ซักเล็กน้อยก็พอ (ต้นละ 4-5 เม็ด) รดน้ำเช้าเย็น วางไว้ให้โดนแดด ไม่ต่ำ วันละ 4 ชั่วโมง ประมาญ 45-50 วัน ก็เก็บทานได้ครับ


 เพาะต้นกล้าทำยังไง

= ก็ไม่มีอะไรมากครับ ดินถุงธรรมดา ใส่ตะกร้า หรือ ถาดก็ได้ โรยเมล็ดและใช้ดินกลบบาง ๆ (บาง มาก ๆ) รดน้ำให้พอชื้น อย่าให้แฉะ เอาไว้ในร่ม 3-4วันก็งอกแล้วค่อยเอาออกแดดครับ

พอ เริ่มมีใบจริง ก็ย้ายมาใส่ขวดละ 2 ต้น หรือถ้าปลูกในกระถางก็ให้ห่างกันซัก 1 คืบ (อย่างน้อย) ครับ

ผักสลัดแมลงรบกวนน้อย ไม่ต้องกางมุ้งครับ รอน้ำ เช้าเย็นเลยครับ



lTHAI HOT NEWS DAILY
Read More...

ไข่ต้มโคตรพิสดาร พร้อมเผยวิธีทำแสนง่าย

ถึงกับอ้าปากค้างกับความแปลกและพิสดารของไข่ต้มชนิดนี้ ที่ขณะนี้คนกำลังรุมแชร์กันว่อนเน็ตเพราะมันช่างเจ๋งสุดยอด!!!! ซึ่งหากใครมองแบบเร็วๆก็จะคิดว่า "นี่มันก็แค่ไข่ต้ม ธรรมดาๆ" แต่ใครลองเบิ่งตาให้ชัดถึงรูขุมขนจึงจะเห็นว่า ไข่ต้มตำรับนี้ "โคตรพิสดาร" มาก…เพราะไข่แดงของมันพุ่งทะลุไข่ขาวขึ้นมา (ทั้งที่ปกติจะซ่อนอยู่ข้างใน)
   โดยเรื่องนี้แพร่มาจากทวิตเตอร์ของคุณ BoyloveMusic ที่นำภาพไข่ดังกล่าวมาจากร้านข้าวขาหมูสุดเจ๋ง นอกจากนี้ก็ยังมีเคล็ดลับการทำระบุไว้อีกด้วย ขออนุญาตินำมาบอกต่อนะจ้ะ เผื่อมีคนสนใจอยากลองทำบ้าง ส่วนต้องเตรียมอะไรยังไง ตามมาดูกันโลด…   วัตถุดิบที่ต้องมีในครัว1.ไข่เป็ดเก่า (หรือไข่เป็ดสดนำไปตากแดด 1 แดด) <– ข้อนี้สำคัญมาก


 2.เกลือ วิธีทำ 1.นำไข่ใส่หม้อ เติมน้ำลงไปในหม้อระดับน้ำไม่ท่วมไข่ จากนั้นใส่เกลือเพื่อไม่ให้เปลือกไข่แตก 2.แล้วตั้งไฟระดับปานกลาง ห้ามคนเด็ดขาดไม่อย่างนั้นไข่จะสุกทั่วใบจะออกมาไม่เหมือนในรูป
      3.ใช้เวลา 2 นาทีครึ่ง ให้นับจากน้ำเริ่มเดือด พอถึงเวลาที่กำหนดให้ปิดไฟ ตักไข่ใส่น้ำเย็นทันที แค่นี้จะได้ ไข่ต้ม แบบในรูปแล้วล่ะจ้ะ แน่นอนว่าจากเคล็ดลับดังกล่าวทำให้มีคนถามเยอะมากว่า…ทำไมต้องใช้ไข่เป็ดเก่า?? ซึ่งทางเจ้าของต้นตำรับได้ระบุว่าไข่เป็ดเก่าคือกุญแจสำคัญ เนื่องจากไข่แดงจะลอยขึ้นมาเกาะตัวข้างบน ทำให้เมื่อต้มเฉพาะไข่ขาวสุกก็ทำให้มีไข่แดงโผล่พ้นออกมาเหมือนดั่งภาพแบบพิสดารที่ปรากฏ   เฮ่ยยย เจ๋งขนาดนี้สงสัยต้องขอตัวเข้าครัวไปลองทำดูแล้วล่ะเข้าครัวไปลองทำดูแล้วล่ะ
เข้าครัวไปลองทำดูแล้วล่ะ


http://siamupp.blogspot.com/2016/01/blog-post.h
tml.D.GOOD FOOD.COM

Read More...

สูตรไก่ต้มน้ำปลา สูตรโบราณ


อร่อยอยากลองทำไก่ต้มน้ำปลากินเอง ก็มาจดสูตรและวิธีทำไก่ต้มน้ำปลา ไปลองทำกันเองง่าย ๆ แถมไม่จำเป็นต้องใช้ไก่ทั้งตัว พ่วงมากับน้ำจิ้มสูตรโบราณอีกด้วย ลองตามมาดูกันเลย
สิ่งที่ต้องเตรียม
ไก่สด 1 ตัว ไก่บ้านหรือไก่ตอน
(และส่วนต่างๆของไก่ส่วนต่าง ๆ ตามชอบ)
รากผักชีทุบ 2 ราก
ข่าหั่นแว่น 3 แว่น
ตะไคร้ทุบ 2 ต้น
ใบมะกรูด 3 ใบ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ถ้วย
ซอสปรุงรส 1 ถ้วย
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำสำหรับต้ม

วิธีทำ

1. ล้างไก่ให้สะอาด เตรียมไว้

2. ใส่น้ำลงในหม้อ นำไก่ลงไปลวกจนหนังไก่ตึง ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ เตรียมไว้

3. ใส่รากผักชี ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และน้ำตาลปี๊บลงก้นหม้อ วางไก่ทับลงไป เติมน้ำปลา ซอสปรุงรส และซีอิ๊วดำ เทน้ำตามลงไปพอให้ท่วมตัวไก่ ปิดฝา ต้มด้วยไฟอ่อน นานประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง (ตามขนาดของไก่) จนสุกทั่ว ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ ตัดเป็นชิ้นใส่จาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสูตรโบราณ

ส่วนผสม (น้ำจิ้มสูตรโบราณ)

พริกขี้หนู ปริมาณตามชอบ
กระเทียม 5 กลีบ
เกลือป่น สำหรับปรุงรส
น้ำส้มสายชู 1 ถ้วย
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
Read More...

ภูมิปัญญาไทยเจ๋งสุดๆ การขยายพันธุ์มะนาวด้วยใบ ใช้ต้นพันธุ์ 1 ต้น สามารถขยายต้นใหม่ได้เป็นพันๆกิ่ง!!!

มะนาว นับเป็นพืชเศรษฐกิจอีกอย่างที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันมะนาวมีความต้องการทางตลาดสูงและราคาก็ดี ยิ่งในฤดูแล้งมะนาวมักจะมีราแพงเอามากๆ ทีเดียว การขยายพันธุ์มะนาวส่วนใหญ่มักใช้วิธีการตอนกิ่ง
แต่วันนี้เราจะขอแนะนำวิธีการขยายพันธุ์มะนาวด้วยใบ ซึ่งเป็นการทำตามแบบฉบับของ ครูติ่ง มาให้ผู้ที่สนใจลองศึกษาและลองทำตามดู ซึ่งวิธีนี้สามารถขยายพันธุ์มะนาวได้เป็นจำนวนมาก สามารถทำเองได้แถมยังมีต้นทุนต่ำอีกด้วย

ขั้นตอนการทำดังนี้
1. ตัดกาบมะพร้าวเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 2.5-3 ซม. แล้วนำไปแช่น้ำไว้จนชุ่ม จากนั้นใช้ค้อนทุบจนกาบมะพร้าวแตกออก ซึ่งจะทำให้ใช้ง่ายเวลานำไปห่อ

2. ทำการห่อม้วนกาบมะพร้าวเป็นทรงกลม รัดด้วยหนังยางหัวท้าย จากนั้นใช้ตะปูทิ่มลงไปด้านบนของกาบมะพร้าวให้เป็นรู เพื่อใช้เสียบใบมะนาวซึ่งจะช่วยลดการเสียดสีเวลานำใบเสียบลงไปนั้นเอง

3. คัดเลือกต้นพันธุ์แล้วทำการตัดใบมะนาว โดยให้มีก้านด้านบนใบเล็กน้อย ส่วนด้านล่างก้านใบให้ยาวเกือบถึงชั้นใบที่อยู่ด้านล่างถัดไป หรือให้มียาวประมาณ 1-1.5 ซม.

4. ให้ตัดใบออกครึ่งหนึ่ง เพื่อเป็นการลดการคายน้ำ

5. ใช้มีดกรีดเปิดเปลือกหุ้มก้านด้านของใบ หรือเปิดแผลตามความยาวของก้าน ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ในการออกราก 1-3 หน้า เพราะหากเปิดแผลเช่นนี้รากจะออกเฉพาะบริเวณปลายที่เราตัดเท่านั้น จะทำให้ต้นมะนาวที่ได้ไม่แข็งแรง

6. นำกิ่งที่เปิดหน้าแล้วไปจุ่มแช่ในน้ำยาเร่งราก จากนั้นนำไปผึ่งลมให้แห้ง หากไม่แห้งเมื่อเรานำไปเสียบในกาบมะพร้าวอาจทำให้เน่าได้

7. วิธีการเสีบให้เสียบในกาบมะพร้าวที่เตรียมไว้จนมิดด้าม เสียบจนได้ 4 ก้อน แล้วให้นำมามัดรวมกัน ซึ่งจะสามารถตั้งได้

8. เมื่อเสียบกิ่งเสร็จแล้วให้นำกาบมะพร้าวไปจุ่มน้ำให้ชุ่ม นำเก็บใส่ไว้ในถุงร้อน แล้วมัดถุงในลักษณะให้ถุงร้อนพองโป่งออก เพื่อให้ใบไม่กระทบกับถุงนั้นเอง แต่ถ้าเรามีห้องพ่นหมอกก็ให้เอากิ่งพันธุ์มะนาวเข้าไว้ในห้องพ่นหมอกจะช่วยทำให้รากแตกเร็วยิ่งขึ้น

9. เมื่อเก็บใส่ถุงเรียบร้อยแล้วให้เอาไปตั้งไว้ใต้ต้นไม้ที่มีร่มเงา แบบมีแสงรำไรประมาณ 1 เดือน มะนาวก็จะเริ่มออกรากหรือเริ่มติดตายอดให้เห็นกันแล้ว ซึ่งควรรอให้รากและตาออกมาทั้งคู่ จึงสามารถนำไปลงถุงชำต่อไปได้

lHELLO MY FRIEND

Read More...

เพิ่มความประหยัด! มาปลูกหอมไร้ดินในถาดไข่ ไว้กินเองกันเถอะ


ในยุคที่อะไรก็ฝืดเคือง เศษรฐกิจก็ย่ำแย่แบบนี้ หลายคนนั้นหันมาประหยัดค่าใช้จ่ายกันมากขึ้น ก็ด้วยสภาพปัจจุบันนั้นอะไรๆ ก็แพงเหลือเกินครับ อยู่ยากกันเลยทีเดียว เงินเดือนนี่แทบจะไม่พอกิน แน่นอนว่าการประหยัดนั้นเราต้องทำทุกๆ ทาง อะไรที่หาเองได้ ทำขึ้นมาเองได้ก็ช่วยให้เราประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้มากเลยทีเดียว
และที่จะมาพูดถึงในวันนี้ก็คือพืชผักสวนครัวที่ต้องทานกันเป็นประจำอย่าง หอม หรือ ว่าต้นหอม ถ้าหากคุณไปที่ตลาดเวลาซื้อต้นหอมมาทำกับข้าวจะรู้เลยว่ากำละ 5 – 10 บาทนั้นได้มานิดเดียว ทำกับขhาวได้แค่มื้อเดียวเผลอๆ ไม่พอด้วยซ้ำ คิดดูว่าหากเราไปซื้อบ่อยๆ บางทีมันก็ดูไม่คุ้มเลย ดังนั้นจะดีมากๆ หากเราสามารถปลูก
แต่!! หลายคนบอกว่าใช้ชีวิตในเมือง ไม่มีพื้นที่ ไม่มuดินที่จะทำแปลงปลูกหรอก ปัญหาเsล่านี้จะหมดไปด้วยไอเดียการปลูกหอมแบบไร้ดินที่เรานำมาฝากันในวันนี้ครับ กับการปลูกหอมไร้ดินในถาดไข่  ด้วยวิธีการง่ายๆ และวัสดุที่หาได้ไม่ยากเลย

สิ่งที่ต้องเตรียมก็มีแค่ ถาดใส่ไข่ ซึ่งเป็นถาดแบบกระดาษแต่ละชุดนั้นให้ซ้อนกันจำนวน 5 ใบน่ะครับ นี่คือแปลงผักของเรา และอีกอย่างก็คือ หัวหอม ( จำนวน 30 หัวต่อหนึ่งแปลงถาดใส่ไข่)
ส่วนวิธีการปลูกนั้นก็ง่ายๆ เพียงทำตามขั้นตอนดังนี้ครับ

นำเอาถาดใส่ไข่แบบกระดาษที่เตรียมไว้ มาซ้อนกัน 5 ใบ และรดน้ำให้ชุ่มจนทั่ว 
คัดเลือกเอาหัวหอมคุณภาพดี ไม่เน่าไม่มีเชื้อรา เพื่อมาปล๔กในถาดที่เตรียมไว้
นำหัวหอมที่คัดแล้ววางใส่ลงไปในหลุมให้ครบทุกหลุม 
รดน้ำทุกวันเช้า-เย็น รอการเติบโตของต้นหอม



ส่วนเคล็ดลับในการปลูกหอมในถาดไข่นั้น อย่าให้ถาดไข่แห้งเป็นอันขาด ต้องให้มีความชุ่มชื่นอยู่ตลอด ถ้าเป็นไปได้ให้ซ้อนถาดกระดาษหลายๆ ชั้น จะช่วยรักษาความชุ่มชื่นได้ดี ยิ่งหนายิ่งชื้นครับ และต้นหอมนั้นต้องการแสงแดดตลอดทั้งวันเพื่อการเจริญเติบโตดังนั้นควรวางแปลงผักถาดไข่ของเราในที่แสงเข้าถึงด้วย

เรียกว่าง่ายๆ สุด เพียงวางหัวหอมในถาดกระดาษแล้วรดน้ำทุกวันแค่นี้เราก็จะมีต้นหอมไว้ทานเองตลอด ไม่ต้องไปซื้อให้เปลืองสตางค์กันแล้ว ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกหลายบาทเลยทีเดียวน่ะครับ แถมยังได้ผักที่ปลอดภัยไร้สารเคมีกันอีกด้วย เยี่ยมจริงๆ

ไปทดลองปลูกกันได้เลย ชีวิตเดี๋ยวนี้มันต้องพึ่งตัวเอง เยอะๆ  ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุขความเจริญครับ


 i miss you hello


Read More...