About nananews

Manual Description Here: Ea eam labores imperdiet, apeirian democritum ei nam, doming neglegentur ad vis.

Showing posts with label THAI HOT NEWS TODAY. Show all posts
Showing posts with label THAI HOT NEWS TODAY. Show all posts

มารู้จักต้นไม้ไล่ยุง 10 ชนิด..ปลูกติดบ้านไว้ปลอดภัยไร้ยุงกวนใจห่างไกลไข้เลือดออก!!!


 ช่วงนี้ไข้เลือดออกกำลังระบาด หากพอมีวิธีไหนที่จะช่วยป้องกันยุงได้ก็คงจะดีไม่ใช่น้อย ซึ่งนอกจากการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงตามแอ่งน้ำต่างๆแล้ว ก็สามารถสร้างปราการป้องกันยุงได้อีกหนึ่งวิธีด้วยการใช้ “ต้นไม้ไล่ยุง” ที่จะทำให้เจ้ายุงร้ายถอยห่างออกไปจากบ้านของเรา และจะช่วยให้พวกเราปลอดภัยจากโรคติดต่อได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังไร้สารเคมีที่คอยทำลายสุขภาพอีกด้วย.
 1. ตะไคร้หอม



พืชชนิดนี้มีกลิ่นเป็นอาวุธ เมื่อยุงได้กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของตะไคร้มันก็มักจะทนไม่ได้เสมอ ทั้งนี้ก็เพราะยุงไม่ถูกกับน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในตะไคร้นั่นเอง และเพราะตะไคร้เป็นต้นไม้ที่ไม่ค่อยสูงมากนัก ปลูกง่าย ขยายพันธุ์สะดวก การปลูกตะไคร้ใส่กระถางแล้ววางไว้ริมระเบียงหรือสวนในบ้าน ก็น่าจะช่วยป้องกันเจ้ายุงร้ายให้มันอพยพหนีออกไปได้เป็นอย่างดี
  2. แคทนิป หรือ กัญชาแมว



ต้นไม้ชนิดนี้เป็นพืชตระกูลเดียวกับสะระแหน่ ต้นกัญชาแมวสามารถขยายพันธุ์ง่าย ๆ ด้วยการเพาะเมล็ดในดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี มีแสงแดดส่องถึง ซึ่งเมื่อต้นไม้ชนิดนี้เตอบโต สารเนเปทาแลคโตน (Nepetalactone) ที่อยู่ในกัญชาแมวจะทำให้น้องแมวมีความสุขคล้ายกับสารเสพติด และยังเป็นสารช่วยป้องกันยุงและแมลงที่ได้ผลมากกว่ายาฆ่าแมลงซะอีก ที่สำคัญคือไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ด้วย

 3. โหระพา



บ้านไหนชอบทำอาหารแนะนำให้ปลูกโหระพาเลยค่ะ เพราะนอกจากจะนำมาเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารรสจัดจ้านได้แล้ว โหระพายังช่วยป้องกันยุงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย กลิ่นหอมเฉพาะตัวของโหระพาจะส่งผลเสียต่อยุงและแมลง และเมื่อพวกมันไม่สามารถทนทานต่อกลิ่นฉุนของโหระพาได้ มันก็จะเข้ามาทำร้ายเราได้ยากขึ้นในที่สุด

 4. สะระแหน่



อีกหนึ่งพืชผักสวนครัวตัวดีที่ยุงเห็นแล้วต้องส่ายหน้าก็คือ “สะระแหน่” เพราะภายในใบสะระแหน่จะมีน้ำมันหอมระเหยที่ยุงไม่ชอบเอามาก ๆเลย  หากใครต้องการกันยุง ให้นำใบสะระแหน่มาขยี้แล้วทาลงบนผิวโดยตรงได้เลย รับรองว่ายุงขยาดแน่นอน
 5. กระเทียม



เพราะกระเทียมมีฤทธิ์เป็นเบสต่อการทำอาหารแทบทุกชนิด และกลิ่นของกระเทียมก็รุนแรงจนช่วยกันยุงไม่ให้บินเข้ามาหาเราได้ง่ายๆ การปลูกกระเทียมจึงเหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับคนที่อยากมีสุขภาพดี เพราะนอกจากจะกับยุงได้แล้ว การรับประทานกระเทียมยังช่วยความคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้อีกด้วยนะ

 6. เจอเรเนียม





หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อดอกไม้ชนิดนี้ในโฆษณาสินค้าบางประเภท และที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะน้ำมันหอมระเหยของดอกเจอเรเนียมจะมีกลิ่นคล้ายเลมอน ซึ่งเมื่อฟุ้งกระจายออกไปในอากาศแล้ว ก็จะช่วยไล่ยุงในยามค่ำคืนได้เป็นอย่างดี เพราะเช่นนั้นถึงได้มีคนเอากลิ่นของดอกไม้ชนิดนี้ไปเสริมแต่งกลิ่นในผลิตภัณฑ์บางประเภทนั่นเอง

 7. มะกรูด



ใครๆก็เอามะกรูดไปหมักผม แต่นอกจากความสามารถในการบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะแล้ว มะกรูดก็ยังใช้ไล่ยุงได้เป็นอย่างดีด้วย ทั้งนี้เพราะน้ำมันหอมระเหยในมะกรูดจะช่วยส่งกลิ่นฉุนไปรบกวนและป้องกันยุงไม่ให้บินเข้ามายุ่งในบ้านได้นั่นเอง
 8. มอสซี่ บัสเตอร์



เป็นผลพวงจากการผสมพันธุ์ระหว่างเจอเรเนียมและตะไคร้หอม ทำให้มีลักษณะใบหยักคล้ายเจอเรเนียม และสามารถส่งกลิ่นคล้ายกลิ่นตะไคร้หอม ซึ่งมีฤทธิ์ไล่ยุงได้ไกลถึง 9 เมตร แนะนำให้ปลูกไว้ที่ริมรั้วที่ห่างจากตัวบ้านสักหน่อย เพราะในขณะที่กำลังเจริญเติบโตและมีขนาดเล็กมันจะมีสารที่ดึงดูดยุง แต่เมื่อมันโตเต็มที่ สารนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสารไล่ยุงแทน

 9. หม้อข้าวหม้อแกงลิง



พืชชนิดนี้เป็นไม้เลื้อยชนิดกินเนื้อที่จะกินเฉพาะแมลงเท่านั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับรูปร่างลิง ภายในเป็นหม้อที่มีของเหลวไว้ล่อแมลง และค่อยกลืนแมลงลงไปอย่างช้า ๆ คราวนี้ไม่ว่าจะยุงหรือแมลงไหน ๆ ที่บินมาติดกับก็จะโดนงับจนหายหมดสิ้น

10. จิงจูฉ่าย



ต้นจิงจูฉ่าย ถูกรู้จักกันดีในนามของสมุนไพรจีนต้านมะเร็ง แต่นอกจากการเป็นต้นไม้รักษาโรคแล้ว ต้นไม้ชนิดนี้ยังเป็นต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมที่ยุงไม่ชอบและไม่กล้าบินเข้ามาใกล้ด้วย เมื่อนำมาบดขยี้แล้วทาที่ผิวหนัง ก็จะสามารถกันยุงได้เป็นอย่างดี

ถ้าปลูกต้นไม้เหล่านี้เอาไว้ภายใต้ชายคาบ้านเรา  ยุงร้ายตัวไหนก็คงไม่กล้าบินเข้ามาทำร้ายเราได้ง่ายๆแน่ๆ ขอให้ทุกคนปลอดภัยไม่มีโรคนะคะ 


Read More...

แก้ปัญหาจุดด่างดำจากสิว แบบได้ผล ด้วย 3 วิธีธรรมชาติ…

 ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ความงามมากมาย แต่ส่วนใหญ่จะมีสารเคมีที่ทำร้ายผิวของเรา หรือก็ราคาแพง เรามารักษาจุดด่างดำให้หายไปได้ด้วยวิธีธรรมชาติกันดีกว่านะคะ

มีวิธีทางธรรมชาติหลายวิธีทีเดียวที่จะช่วยลดเลือนจุดด่างดำได้อย่างนุ่มนวล ราคาประหยัดด้วยค่ะ ว่าแล้วก็เข้าครัวไปหาวัตถุดิบกันดีกว่า

 1. น้ำมะนาว อย่างที่ทราบกันดีว่าน้ำมะนาวมีความเป็นกรดอ่อนๆ ที่สามารถฟอกสีบนผิวชั้นบนได้ โดยใช้คอตตอนบัดจุ่มน้ำมะนาวและแต้มไปบนจุด วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น อาจใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะเห็นผล และต้องระวังเรื่องความสะอาดด้วย
 2. นม กรดแล็กติกในน้ำนมช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้นได้ และยังช่วยปรับผิวให้เรียบเนียบขึ้น วิธีทำก็ง่ายๆ แค่ชุบสำลีลงในน้ำนมแล้วมาแปะตรงบริเวณที่เกิดจุดดำ ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก น้ำมันละหุ่ง มีคุณสมบัติเป็นกรดและช่วยต้านการอักเสบ อีกทั้งยังให้ความชุ่มชื้น แค่แต้มไปบนจุดด่างดำวันละสองครั้ง

3. ว่านหางจระเข้ ใช้วุ้นของว่านถูไปตรงจุดด่างดำวันละสองครั้ง และปล่อยทิ้งไว้อย่างน้อย 45 นาที ก่อนที่จะล้างออก สรรพคุณสำคัญของว่านหาง-จระเข้คือช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว จึงทำให้วิธีนี้ใช้ได้ผลดีกับจุดบอกวัยด้วย



today thai news
Read More...

สูตรอาหาร " พ ะ โ ล้ ไ ข่ น ก ก ร ะ ท า ห มู ส า ม ชั้ น

สูตรอาหาร " พ ะ โ ล้ ไ ข่ น ก ก ร ะ ท า ห มู ส า ม ชั้ น "

************************************
วัตถุดิบ
**
1.หมูสามชั้น 2 กิโลกรัม
ล้างให้สะอาด หั่นชิ้นขนาด 2 นิ้ว
2.ไข่นกกระทา 50 ฟอง ต้มและปอกเปลือกรอไว้
3.กระเทียม 5 กลีบ 
4.พริกไทยดำ 10 เม็ด
5.ผักชี 5 ต้น
6.รากผักชี 5 ราก
7.อบเชย 3 อัน 
8.ซอสถั่วเหลือง 7 ทัพพี (ซอสปรุงรส)
9.นำ้ตาลปี๊บ 3 ขีด 
10.นำ้มันหมู 1 ทัพพี 
11.นำ้สะอาด 2.5 ลิตร
----------------------------------------
วิธีทำ
***
นำพริกไทย กระเทียม รากผักชี 2 รากตำให้ละเอียด
ตั้งหม้อไฟกลางใส่นำ้มันใส่พริกไทยกระเทียมที่ตำลงไปผัดให้หอม ใส่นำ้ตาลปี๊บ 1 ขีด เคี่ยวจนนำ้ตาลเปลี่ยนเป็นสีนำ้ตาล (ระวังไหม้) แล้วนำหมูสามชั้นลงไปผัดจนหมูสามชั้นเปลี่ยนเป็นสีนำ้ตาลใส่นำ้ 2.5 ลิตร พอเดือด แล้วใส่อบเชย 3 อัน ใส่ไข่นกกระทาใส่รากผักชีที่เหลือตั้งไฟไปเรื่อยๆ ใช้ไฟปานกลางใส่ซอสถั่วเหลือง และนำ้ตาลปี๊บ แล้วชิมรสชาติ ให้เค็มนำหวานนิดหน่อยใส่ผักชี 4-5 ต้น ลดไฟเคี่ยวไฟอ่อนๆ 1.5 -2 ชั่วโมงปิดฝาให้เผยอฝานิดหน่อยครับ เคี่ยวนานๆยิ่งดีรสชาติจะเข้มข้น


1111111111111
Read More...

“สูตร 14 วัน” ลดน้ำหนักตำรับชีวจิต


ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลชี้ว่าว่า “โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) มีสาเหตุเริ่มต้นจากการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะ กินอาหารมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาล และไขมันสูง ร่วมกับการออกกำลังกาย ทำให้น้ำหนักมากเกินไป พุงยื่น เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเบาหวาน รวมถึงโรคตับเรื้อรัง”

ดังนั้นปีนี้… ขอชวนคุณมาสุขภาพดี พร้อมมีหุ่นเพรียว ด้วยสูตรอาหารชีวจิตค่ะ

“สูตร 14 วัน” Healthy Gift for You
สูตรนี้การันตีผลลัพธ์ภายใน 14 วัน โดยอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต ซึ่งนอกจากจะช่วยคนอ้วน(จริงๆ) ได้มีรูปร่างที่สมบูรณ์แบบดังใจปรารถนา ยังช่วยให้คนที่หุ่นดีอยู่แล้วได้ชื่นชมกับความงดงามทางร่างกายอย่างเบิกบานแจ่มใส เรียกว่าฉลาด หุ่นดี อ่อนเยาว์ อายุยืน ครบครันกันทุกคนเลยล่ะค่ะ

Go On Diet

อาจารย์สาทิสอธิบายไว้ในหนังสือปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต, ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 70 และชีวจิต การใช้ชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติ สํานักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพสรุปได้ว่า

“ผู้ที่น้ำหนักเกิน 60 กิโลกรัม วันที่ 1 ต้องงดอาหารทั้งหมด ตื่นมาดื่มน้ำมะนาวคั้นสดๆ 3 ลูก จากนั้นจิบน้ำเปล่าทั้งวันให้ได้ 3 ขวด หรือจะดื่มชาสมุนไพรผสมด้วยก็ได้ ระหว่างวันควรนอนพักมากๆ อย่าทํากิจกรรมหักโหม และช่วงเย็นให้ดื่มน้ำมะนาวคั้นสดๆ 3 ลูกเช่นเดิม

“วันที่ 1–3 ให้กินอาหารชีวจิต เริ่มจากข้าวกล้องและผักต่างๆตุ๋นจนเปื่อย แล้ว วันที่ 4–6 จึงใส่เต้าหู้หรือเนื้อปลาบดละเอียดเพิ่ม ช่วงนี้อาจกินวิตามินและแร่ธาตุเสริมได้หลังจากนั้น เมื่อถึงวันที่ 7 จึงสามารถกินเต็มที่ปกติ แต่ห้ามปรุงรสจัดและไม่ใส่น้ำตาล

“ในวันที่14 วันนี้ให้ดื่มน้ำเอนไซม์วันเว้นวัน เช่น น้ำแตงกวา น้ำขึ้นฉ่าย หรือเซเลอรี่ ครั้งละ 1 แก้ว นอกจากนี้ยังเสนอให้ทําดีท็อกซ์ควบคู่ไปด้วย โดยทําติดต่อกัน 14 วัน”

Expert Says: อาจารย์สาทิสอธิบายถึงคุณประโยชน์ของสูตรลดน้ำหนัก 14 วันนี้ว่า “เพื่อปรับสมดุลร่างกายทุกระบบให้ดีขึ้นแข็งแรงและสดชื่นทั้งกายใจ หากต้องการให้กายใจรู้สึกผ่อนคลาย ใช้วิธีฝึกสมาธิร่วมด้วยจะประเสริฐยิ่งนัก

“เคล็ด (ไม่) ลับที่ต้องจําให้ขึ้นใจคือ งดเครื่องดื่มที่ต้องเติมน้ำตาล ไม่กินอาหารมันๆ ไม่ดื่มสุรา และหยุดสูบบุหรี่ หันมาดื่มชาสมุนไพร เช่น ชาเก๊กฮวย ชามะตูม หรือชาดอกคําฝอย เป็นต้น”

และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือน้ำอาร์ซีซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินที่ช่วยบํารุงระบบประสาท และมีน้ำตาลกลูโคสจากธรรมชาติ ช่วยระงับอาการโหยหาน้ำหวานๆ ระหว่างวันได้ ควรต้มน้ำอาร์ซีใส่กระติกเก็บความร้อนพกไว้เพื่อจิบอุ่นๆ ช่วยให้สมองดี พร้อมลดน้ำหนักไปได้ในตัว ถึงต้องนั่งทํางานทั้งวันทั้งคืนแต่หมดกังวลเรื่องอ้วนลงต้นขาและสะโพกได้แน่นอนเนื่องจากมีรสหวานตามธรรมชาติและปราศจากไขมันค่ะ

ชีวจิต Recommended

Mindful Eating

อยากผอม ต้องกินอย่างมีสติ

คุณหมอผิง-แพทย์หญิง ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล อธิบายไว้ในหนังสือผอมได้ ไม่ต้องอด สํานักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพว่า “จะผอมได้นั้น จําเป็นต้องกินอย่างมีสติ หรือ Mindful Eating ที่ปัจจุบันนิยมมากในสหรัฐอเมริกา โดยมีหลักการคือกินเมื่อหิวและหยุดเมื่ออิ่ม

“แนวคิดนี้มาจากประเทศฝรั่งเศสสรุปใจความได้ว่า กระเพาะอาหารที่อิ่มแล้วจะใช้เวลาประมาณ15–20 นาที ในการส่งสัญญาณหาสมองเพื่อสั่งร่างกายให้หยุดกินดังนั้น การกินอาหารแต่ละมื้อจึงควรเนิบช้า รื่นรมย์ และละเมียดละไม”    


Read More...