About nananews

Manual Description Here: Ea eam labores imperdiet, apeirian democritum ei nam, doming neglegentur ad vis.

Showing posts with label POPULUR THAI NEWS15 03 2016. Show all posts
Showing posts with label POPULUR THAI NEWS15 03 2016. Show all posts

10 อาหารที่กินแล้วสวย อยากสวยต้องห้ามพลาด !

  รู้ยัง ? อาหารที่กินแล้วสวย มีอะไรบ้าง ถ้าอยากรู้ มาดูคำตอบ... แล้วรีบไปหามารับประทานกันเลย

          กินอะไรเล่าเธอถึงได้งามแสนงาม... ? อิอิ เมื่อไรที่ได้เจอผู้หญิงสวย ๆ คนสวย ๆ หลายคนคงจะมีคำถามนี้อยู่ในใจกันแน่ ๆ เลยใช่ไหมคะ ว่าพวกเธอเหล่านี้กินอะไรแล้วถึงสวย ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง ดูมีน้ำมีนวล และมีออร่า นั่นแน่ ! ถ้าอยากรู้... วันนี้กระปุกดอทคอมมีเคล็ดลับ

          อาหารที่กินแล้วสวย พูดเลยว่าสาว ๆ คนไหนที่ได้รับประทานอาหารเหล่านี้บ่อย ๆ คุณจะต้องสวยวันสวยคืนอย่างแน่นอน อิอิ รีบไปดู แล้วรีบไปหามารับประทานกันเลยดีกว่าเนอะ ^^

อาหารที่กินแล้วสวย

1. มะเขือเทศ

          ราชินีแห่งผิวสวย บอกเลยใครที่มีผิวสวย เป็นต้องมีออร่าความสวยโดดเด้งไปซะทุกราย ดังนั้นสาว ๆ จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด ! ซึ่งในมะเขือเทศนั้นจะมีทั้งวิตามินซี วิตามินเอ ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม และวิตามินอีกหลายชนิด ซึ่งใครที่รับประทานมะเขือเทศเป็นประจำ จะทำให้มีผิวเนียนใส ขาวอมชมพู อีกทั้งผิวยังเนียนเด้งอ่อนเยาว์สุด ๆ เลยล่ะ

อาหารที่กินแล้วสวย

2. แตงกวา

          ในแตงกวามีน้ำเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก ดังนั้นการรับประทานแตงกวาบ่อย ๆ จะทำให้ร่างกายได้รับความชุ่มชื้น อีกทั้งยังมีวิตามินซี ที่จะช่วยในเรื่องความขาวใส และช่วยให้ผิวพรรณสดใสเนียนนุ่ม ซึ่งใครที่รับประทานแตงกวาบ่อย ๆ จะสังเกตเห็นได้ชัดว่าผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และออร่าพุ่งมาแต่ไกลเชียวล่ะ

อาหารที่กินแล้วสวย

3. สับปะรด

          สับปะรด นอกจากจะเป็นผลไม้ที่ช่วยลดความอ้วนแล้ว เอนไซม์หรือกรดซิตริกที่อยู่ในสับปะรดยังจะช่วยย่อยโปรตีน ลดการสะสมของไขมัน และลดแบคทีเรีย ทำให้ผิวสะอาด ลดความมันบนใบหน้า อีกทั้งยังช่วยลดอาการบวมน้ำ นอกจากนี้ยังมีวิตามินซีสูง ช่วยให้ผิวสวยอีกด้วย

อาหารที่กินแล้วสวย

4. ฟักทอง

          ฟักทอง มีวิตามินซี วิตามินเอ แคลเซียม และเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดริ้วรอย บำรุงผิวพรรณ และบำรุงดวงตา ทั้งนี้ใครที่รับประทานฟักทองบ่อย ๆ จะมีดวงตาที่สดใสเป็นประกาย อีกทั้งยังไม่มีรอยตีนกาอีกด้วย



อาหารที่กินแล้วสวย

5. ชาเขียว

          ชาเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ หากรับประทานเป็นประจำวันละ 2-3 แก้ว จะช่วยทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายไม่เสื่อมไว ผลก็คือไม่แก่ก่อนวัยนั่นเอง นอกจากนี้ผิวพรรณก็จะดูเปล่งปลั่ง สดใส อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลของผิวไม่ทำให้ผิวแห้ง ที่สำคัญยังช่วยลดการผลิตฮอร์โมนทำให้ปัญหาสิวลดลงได้ด้วย

อาหารที่กินแล้วสวย

6. น้ำทับทิม

          ในน้ำทับทิมนั้นประกอบไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิด อีกทั้งยังมีแมกนีเซียม แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยต่อต้านริ้วรอย และทำให้ผิวพรรณขาวกระจ่างใส และไม่แก่เร็ว

อาหารที่กินแล้วสวย

7. น้ำผึ้ง

          น้ำผึ้งถือเป็นผู้ช่วยความงามได้สารพัด ซึ่งหากใครที่รับประทานน้ำผึ้งบ่อย ๆ เป็นประจำทุกวัน จะรู้ว่าน้ำผึ้งสามารถช่วยทำให้หน้าดูอ่อนเยาว์ ลดการเกิดริ้วรอย ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น อีกทั้งยังช่วยให้ผิวแข็งแรงและปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อีกด้วย

อาหารที่กินแล้วสวย

8. เนื้อปลา และอาหารทะเล

          คนที่รับประทานปลาและอาหารทะเลสดอยู่บ่อย ๆ จะช่วยทำให้มีสิวและริ้วรอยก่อนวัยได้ยากกว่าคนอื่น ๆ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าในเนื้อปลาและอาหารทะเลจะมีน้ำมันโอเมก้า 3 ซึ่งจะช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย รวมถึงช่วยลดการอักเสบบริเวณใต้ผิวหนัง ทำให้ปัญหาสิวลดลงตามไปด้วย


อาหารที่กินแล้วสวย

9. สาหร่ายสด

          สาหร่ายสดอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย ซึ่งดีต่อเรื่องความสวยความงามเป็นอย่างยิ่ง ทั้งช่วยขับสารพิษในร่างกาย ช่วยให้ผมดกดำ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกายทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง และดูมีน้ำมีนวลมากขึ้น

อาหารที่กินแล้วสวย

10. ข้าวโอ๊ต

          ข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในร่างกาย และมีสารต้านอนุมูลอิสระ รับประทานบ่อย ๆ จะช่วยทำให้ผิวสวย สดใส และเต่งตึง นอกจากนี้ยังมีเส้นใยที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดอาการเครียด ซึ่งจะส่งผลทำให้ไม่มีริ้วรอย และจะช่วยให้สาว ๆ ไม่แก่ก่อนวัย

          อ๊ะ ๆๆ รู้แบบนี้แล้วสาว ๆ จะมัวรอช้ากันอยู่ทำไมล่ะคะ ถ้าอยากจะสวยก็รีบไปหาซื้ออาหารเหล่านี้มาไว้ติดครัวกันเลยดีกว่า รับรองกินแล้วสวยวันสวยคืนแน่นอน อิอิ

Read More...

จักจี้ตัวเองได้หรือเปล่า เรื่องน่าฉงนที่ต้องอ่าน !

จักจี้ตัวเองได้หรือเปล่า เรื่องน่าฉงนที่ต้องอ่าน !
488อ่าน

17

จักจี้ตัวเองได้หรือเปล่า เรื่องน่าฉงนที่ต้องอ่าน !

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          การจักจี้ สัมผัสอันสุดฉงนที่โดนแล้วอดหัวเราะแทบไม่ได้ มาดูกันสิว่า จักจี้คืออะไร ทำไมเราต้องหัวเราะ แล้วเราสามารถจักจี้ตัวเองได้หรือไม่ 

          การจักจี้ แค่พูดถึงบางคนก็ถึงกับผวาจนต้องมองซ้ายมองขวา เนื่องมาจากว่าหลาย ๆ คนนั้นเส้นตื้นมากเสียจนใครเข้าใกล้แทบไม่ได้เพราะกลัวว่าจะโดนแกล้ง แต่เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าคะว่าทำไมคนเราต้องรู้สึกจักจี้ แล้วทำไมเราต้องหัวเราะเวลาถูกจักจี้ และทำไมเราถึงไม่สามารถจักจี้ตัวเองได้ 

          ข้อสงสัยเหล่านี้จะหมดไปอย่างแน่นอนหากได้อ่านบทความนี้จนจบ ซึ่งกระปุกดอทคอมจะหยิบยกเอาเรื่องราวเกี่ยวกับความรู้สึกจักจี้มาฝากกัน ได้เวลาที่เราจะทำความเข้าใจกับร่างกายของเราให้ดีกันไปอีกขั้นหนึ่งแล้วล่ะจ้า แต่ก่อนที่เราจะไปดูกันว่าทำไมเราต้องหัวเราะเวลาถูกจักจี้ เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าความรู้สึกจักจี้นั้นมีสาเหตุเกิดจากอะไร และทำไมเราถึงรู้สึกจักจี้ได้โดยแค่เพียงการถูกสัมผัสแค่เบา ๆ เท่านั้น

          ความรู้สึกจักจี้เป็นสัมผัสชนิดหนึ่งที่ยังคงเป็นปริศนาทั้งทางพฤติกรรมและทางสรีระ ซึ่งการจักจี้นี้ เป็นเรื่องทีได้รับความสนใจมากตั้งแต่โบราณ เพราะไม่ว่าจะเป็น อาริสโตเติล (Aristotle), เพลโต (Plato), โสเครติส (Socrates), ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon), กาลิเลโอ (Galileo) หรือแม้แต่ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ก็ให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และแม้แต่ในปัจจุบันก็ยังคงได้รับการความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ถึงกับมีการทดลองมากมายเพื่่อหาความเชื่อมโยงของสมองกับการจักจี้ กระทั่งในปี 1897 นักจิตวิทยานามว่า G. Stanley Hall และ Arthur Allin ได้พบว่าการจักจี้นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่

           - Knismesis คือการจักจี้แบบแผ่วเบา การจักจี้ประเภทนี้มักไม่ทำให้หัวเราะ แต่จะทำให้รู้สึกคันแทน การจักจี้ประเภทนี้จะเกิดจากการถูกกระตุ้นระดับต่ำในบริเวณที่ไวต่อความรู้สึกของร่างกาย ซึ่งไม่ได้เกิดแค่เพียงถูกสัมผัสเบา ๆ เท่านั้น แต่ถ้าหากถูกกระแสไฟเบา ๆ มากระตุ้นยังบริเวณที่ไวต่อการสัมผัสก็อาจทำให้รู้สึกได้เช่นกัน

           - Gargalesis คือ การจักจี้ด้วยความแรง แม้จะไม่แรงจนรู้สึกเจ็บแต่ก็จะทำให้การหัวเราะไม่หยุด การจักจี้วิธีนี้จะต้องถูกกระตุ้นด้วยแรงในระดับหนึ่ง และจะต้องกระตุ้นซ้ำ ๆ บริเวณที่ไวต่อความรู้สึกของร่างกายถึงจะทำให้เกิดการจักจี้ได้

          นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบอีกว่าการจักจี้ไม่ได้เกิดแค่กับเพียงมนุษย์เท่านั้น โดยการจักจี้แบบ Knismesis เกิดขึ้นได้ในสัตว์หลากหลายชนิด และอาจจะเกิดจากการที่ถูกแมลงหรือสัตว์ไต่ ส่วนการจักจี้แบบ Gargalesis ยังสามารถเกิดกับลิง และหนูเท่านั้น ส่วนอวัยวะที่ไวต่อความรู้สึกจักจี้มากที่สุดนั้นได้แก่ฝ่าเท้า ส่วนบริเวณอื่น ๆ ที่ไวต่อการจักจี้ก็ได้แก่ รักแร้ ด้านข้างลำตัว คอ เข่า บริเวณกระบังลม สะดือ และซี่โครง

 ทำไมเราจึงต้องหัวเราะเวลาถูกจักจี้ ?

 จักจี้ตัวเองได้หรือเปล่า เรื่องน่าฉงนที่ต้องอ่าน !

          จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์แห่งวิทยาลัยทือบิงเงิน (Tuebingen University) ในประเทศเยอรมนีพบว่า การจักจี้จะไปกระตุ้นส่วนของสมองที่ตอบสนองต่ออาการเจ็บปวด และการหัวเราะเพราะถูกจักจี้นั้นเป็นกลไกในการป้องกันตัวของมนุษย์วิธีหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าการจักจี้จะไม่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดจริง ๆ ในตอนแรก แต่หากถูกจักจี้ซ้ำ ๆ เป็นเวลานานก็อาจจะทำให้รู้สึกเจ็บได้ นอกจากนี้หากจักจี้ติดต่อกันนาน ๆ โดยไม่มีการหยุดก็อาจจะทำให้เสียชีวิตได้เช่นกัน

          อย่างเช่นหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือของ Jacob Christoffel von Grimmelshausen ที่มีชาวนาคนหนึ่งถูกกองโจรบุกปล้นบ้าน และทรมานด้วยการจับชาวนามัดไว้และทาเกลือไว้ที่เท้า แล้วปล่อยให้ฝูงแพะเลียเท้าจนชาวหน้าเสียชีวิตในที่สุด แต่ก็ใช่ว่าการจักจี้นั้นจะเกี่ยวของกับประสาทรับรู้ความเจ็บปวดเท่านั้น เพราะในบางคนที่แม้จะยังไม่ทันจะถูกจักจี้แต่ก็หัวเราะก่อนแล้ว ก็อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างเช่นการถูกจักจี้อย่างหนัก ทำให้เมื่อมีคนเข้ามาจะจักจี้ก็จะหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัวค่ะ

 ทำไมจักจี้ตัวเองแล้วไม่หัวเราะ ?

          สำหรับบางคนการถูกคนอื่นจักจี้แค่เพียงนิดเดียวก็อาจจะทำให้หัวเราะได้ไม่หยุด หรือไม่ก็เผลอตีกลับไปอย่างรุนแรง แต่เมื่อจักจี้ตัวเองกลับไม่รู้สึกอะไรเลย นั่นก็เป็นเพราะว่าการถูกจักจี้โดยคนอื่นเป็นสิ่งที่คนเราสมองของเราไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน ทำให้ระบบประสาทและสมองถูกรบกวน แต่การจักจี้ตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่เราคนคิดล่วงหน้ามาก่อนแล้วจึงทำให้สมองจินตนาการภาพของการถูกจักจี้ก่อนที่จะลงมือทำจริง ทำให้ร่างกายปรับสภาพเตรียมพร้อมแล้ว เลยไม่รู้สึกจักจี้

          โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลอนดอนก็ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยการใช้เครื่องมือ fMRI วัดระดับการทำงานต่าง ๆ ในสมองของอาสาสมัครในขณะที่ถูกผู้อื่นจักจี้ และตอนที่จักจี้ตัวเอง แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน พบว่า สมองในส่วนที่รับการสัมผัสจะทำงานสูงเมื่อถูกจักจี้ แต่ในสมองส่วนเกี่ยวของกับกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวอย่างเซรีเบลลัม (cerebellum) กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด 

          ในขณะเมื่ออาสาสมัครจักจี้ตัวเอง สมองในส่วนที่รับความรู้สึกกลับมีการทำงานที่ต่ำกว่าตอนที่ถูกผู้อื่นจักจี้ แต่กลับเป็นสมองในส่วน เซรีเบลลัม ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จึงทำให้สรุปได้ว่าในตอนที่เราจักจี้ตัวเอง สมองได้สั่งการไปยังมือและเซรีเบลลัม เพื่อทำการวิเคราะห์ผลของการกระทำเอาไว้แล้ว เลยไม่ส่งผลให้รู้สึกจักจี้แล้วหัวเราะออกมาแต่อย่างใด

 การจักจี้สำคัญอย่างไร ?


จักจี้ตัวเองได้หรือเปล่า เรื่องน่าฉงนที่ต้องอ่าน !

          นักจิตวิทยามากมายเชื่อว่าการจักจี้นั้นถือเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างบุคคลอย่างหนึ่ง อย่างการที่พ่อแม่จักจี้เด็กทารก ทำให้เด็กทารกหัวเราะ ยิ้มแย้ม และเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ ส่วนการจักจี้ระหว่างเพื่อนนั้นก็เป็นการเล่นชนิดหนึ่งที่สร้างความผูกพันใกล้ชิดระหว่างกันและกัน แต่จะได้ผลก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายยินยอมและสนุกกับการจักจี้นี้ 

          แต่ใช่ว่าการจักจี้จะมีประโยชน์อย่างเดียวเท่านั้น เพราะการจักจี้ก็อาจจะกลายเป็นโทษได้ หากเป็นการจักจี้กันระหว่าง 2 เพศ เพราะการจักจี้นั้นอาจจะกลายเป็นการคุกคามทางเพศ โดยที่จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลยก็ตาม 

          นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกมากมายที่พบว่าการจักจี้กันระหว่างพี่น้องที่รุ่นราวคราวเดียวกัน ผู้เป็นพี่จะใช้การจักจี้เพื่อข่มเหงอีกฝ่าย เพราะแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังนั้นก็คือการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าด้อยกว่า และแสดงถึงความเหนือกว่าให้อีกฝ่ายเห็นนั่นเอง

          คงจะพอหายสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะ ใครที่เคยลองจักจี้ตัวเองบ่อย ๆ ก็เลิกทำกันได้แล้วเนอะ เพราะยังไงก็คงไม่หัวเราะอย่างแน่นอน และถึงแม้ว่าการจักจี้จะมีข้อดีที่ทำให้คนเราผูกพันกันมากขึ้นแต่ทำมากไปก็คงไม่ดี เพราะอาจจะทำให้อีกฝ่ายโกรธ และบางทีก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บที่คาดไม่ถึงได้ คราวนี้ล่ะ จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง และทำให้บาดเจ็บกันได้ทั้งสองฝ่ายอีกด้วย


today thai news


   
Read More...

17 วิธีลดอาการข้ออักเสบชิล ๆ ไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวดสักเม็ด

17 วิธีลดอาการข้ออักเสบชิล ๆ ไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวดสักเม็ด 
  ข้ออักเสบ ตัวการทำให้เราทรมานจากอาการปวด ทำให้เราต้องเปิดตู้ยาสามัญประจำบ้าน หยิบยาแก้ปวดมากินบ่อย ๆ แต่ต่อไปนี้หากมีอาการปวดเกิดขึ้น ขอให้เดินเข้าครัวเลยดีกว่า เชื่อเถอะ ธรรมชาติช่วยเราได้

          ข้ออักเสบเป็นอาการที่เราควรให้ความสำคัญ เพราะข้ออักเสบอาจทำให้เราเคลื่อนไหวไม่สะดวกเหมือนเดิม เรื่องอาหารการกินก็ต้องมีข้อจำกัดมากขึ้น รวมถึงต้องระวังเรื่องการใช้ยาบางชนิดด้วย ซึ่งกระปุกดอทคอมก็มีเทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยให้การบรรเทาปวดข้ออักเสบเป็นเรื่องง่ายมาฝาก เป็นวิธีที่เน้นใช้พลังบำบัดจากธรรมชาติ รับรองว่าหากนำไปปรับใช้กันดูแล้ว เราจะพึ่งพาการกินยาปฏิชีวนะลดน้อยลง

    คำเรียก “ข้ออักเสบ” ที่เราคุ้นหูกันดีนั้น ความจริงแล้วเป็นชื่อที่บอกถึงกลุ่มของโรคที่จะทำให้เกิดอาการ ปวด บวม และข้อแข็ง ซึ่งมีมากกว่า 100 โรค โดยที่โรคเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือกระดูกข้อก็ได้ และเมื่อมีอาการปรากฏขึ้นแล้ว สามารถมีอาการเรื้อรังและลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ ได้ด้วย แม้ว่าโรคข้ออักเสบบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ บางชนิดเป็น ๆ หาย ๆ แต่ก็มีบางชนิดที่เป็นแล้วต้องกินยาควบคุมอาการของโรคไปตลอดชีว­ิต ฟังดูเผิน ๆ อาจจะน่ากลัว เพราะโรคข้ออักเสบจะทำเกิดข้อจำกัดบางประการในชีวิตได้ ดังนั้น เราลองมาดูกันดีกว่าว่ามีวิธีดี ๆ ลดปวดโรคข้ออักเสบโดยไม่พึ่งยาอะไรบ้าง ที่เราพอจะไปปรับใช้กันได้

 เช็กด่วน ! ลักษณะอาการปวดข้อที่เตือนว่าควรปรึกษาแพทย์

          ก่อนไปทำความรู้จักกับวิธีลดปวดโรคข้ออักเสบ เราควรมาเช็กให้รู้ว่าเราเข้าข่ายโรคข้ออักเสบบ้างไหม ซึ่งเป็นข้อมูลจากราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย เ­ผยว่า หากพบว่าตัวเองมักมี 7 อาการต่อไปนี้บ่อยครั้ง ให้สงสัยเอาไว้เลยว่า คุณอาจเป็นโรคข้ออักเสบ

           มีข้อบวม เป็น ๆ หาย ๆ
           มีอาการฝืดขัดเป็นเวลานานในตอนเช้า
           มีอาการปวดเป็น ๆ หาย ๆ ในข้อหนึ่งข้อใด
           ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อได้เป็นปกติ
           มีอาการแดงหรือร้อนบริเวณข้อ
           มีไข้ น้ำหนักลด หรืออ่อนแรง
           อาการในข้อ 1-6 เป็นมานานกว่า 2 สัปดาห์

 11 วิธีคลายปวดด้วยพลังสมุนไพร

          การกินอาหารที่มีคุณสมบัติคลายปวดนั้น ถือเป็นหยิบยืมพลังบำบัดจากธรรมชาติมาช่วยโดยที่เราไม่ต้องห่วงเรื่องผลข้างเคียงใด ๆ เลย แต่ถึงแม้ว่าบางวิธีทำแล้วอาจเห็นผลช้าไปหน่อย แต่ก็น่าลองทีเดียวค่ะ

17 วิธีลดอาการข้ออักเสบชิล ๆ

 จิบชาขิง

          ขิง เป็นสมุนไพรที่จัดว่าเด่นในเรื่องของการบรรเทาอาการปวดข้อ เพราะมีหลายงานวิจัยที่บอกว่า ขิงมีกลไกการออกฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อที่คล้ายคลึงกับยาต้­­านอักเสบ ชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDS) ซึ่งกลไกการออกฤทธิ์นี้ทั้งช่วยบรรเทาอาการปวด และลดการอักเสบติดเชื้อในร่างกายได้ชะงัดนัก โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ให้ต้องกังวลเลย

          วิธีที่จะได้คุณค่าจากขิงเต็ม ๆ ที่ง่ายที่สุดก็คือ ชาขิง โดยใช้เหง้าขิงสด ฝานบาง ๆ แช่ลงในน้ำอุ่นประมาณ 15 นาที จิบอย่างน้อยวันละครั้ง อาการปวดข้อก็บรรเทาลงแล้ว

 กินคลีนแบบเมดิเตอร์เรเนียนสไตล์

          พฤติกรรมการกินอาหารที่มีส่วนทำให้อาการข้ออักเสบของเราดีขึ้นไ­­­­­ด้ จากผลการวิจัยของประเทศสวีเดนเผยว่า ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์นั้น ควรหันมาเน้นกินอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ที่ประกอบไปด้วยผักสด ผลไม้สด ธัญพืช ปลา น้ำมันมะกอก ถั่ว กระเทียม หัวหอมและสมุนไพร เพราะอาหารสไตล์นี้มีพระเอกอยู่ที่น้ำมันมะกอก ที่มีสารโอลีโอแคนทัล (Oleocanthal) มีสรรพคุณใกล้เคียงกับยาแก้อักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ (NSAIDS) โดยที่สารตัวนี้จะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบและอาการปวด

17 วิธีลดอาการข้ออักเสบชิล ๆ

 สูดดมน้ำมันหอมระเหย

          การสูดดมกลิ่นหอม ๆ ของน้ำมันหอมระเหย ช่วยบรรเทาอาการปวดให้ดีขึ้นได้ จากผลการวิจัยของประเทศญี่ปุ่นเผยว่า กลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในร่างกายลง ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อาการปวดต่าง ๆ บรรเทาลง นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลงานวิจัยจากประเทศเกาหลี เผยว่า
ผู้ป่วยโรคปวดข้อจะมีอาการบรรเทาลง หากได้กลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นฉุน เช่น มาร์จอแรม (Marjoram) โรสแมรี่ และเปปเปอร์มินต์

 จิบชาคาโมมายล์

          การดื่มชาคาโมมายล์ช่วยลดการอักเสบและติดเชื้อบริเวณข้อต่อ จึงสามารถบรรเทาโรคปวดข้อได้ เพราะในดอกคาโมมายล์นั้นมีสารเทอร์ฟีนอยด์ (Terpenoids) และไอโซฟลาโวนอยด์ (Isoflavonoids) ที่มีคุณสมบัติบรรเทาปวด ต้านการอักเสบ เราสามารถชงเป็นชาอุ่น ๆ ใช้จิบ หรือจะใช้วิธีแช่เท้าก็ได้

          กรณีที่จะทำเป็นน้ำชาสำหรับแช่เท้าก็คือ การใช้ถุงชาโมมายด์ 4 ถุง แช่ในน้ำร้อนนานประมาณ 20 นาที ยกถุงชาคั้นน้ำให้แห้ง นำผ้าสะอาดจุ่มลงไปในน้ำชาที่ได้ ใช้ประคบบริเวณที่รู้สึกปวด

17 วิธีลดอาการข้ออักเสบชิล ๆ

 ดื่มชาเขียวให้ได้วันละ 4 แก้ว

          คนรักชาเขียวต้องร้องว้าว ! เพราะการดื่มชาเขียวสามารถลดความเสี่ยงเป็นโรคข้ออักเสบได้ จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเสิร์ฟ ในสหรัฐฯ เผยว่า การดื่มชาเขียวประมาณ 4 แก้วเป็นประจำทุกวันนั้น ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระโพลีฟีนอลในชาเขียวนั้น ช่วยลดการติดเชื้อ ป้องกันกระดูกอ่อนไม่ให้ถูกทำลาย

 กินอาหารที่มีวิตามินซี

          วิตามินซีไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแล้ว ยังลดสารอนุมูลอิสระที่ทำให้ข้อเสื่อมลงได้ด้วย จากผลการวิจัยหนึ่งชิ้นพบว่า วิตามินซีมีประโยชน์ต่อคนเป็นโรคปวดข้อ เพราะวิตามินซีช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงทำให้อาการปวดสามารถบรรเทาลงได้ อาหารที่มีวิตามินซีสูงสามารถหาได้จากผัก และผลไม้รสเปรี้ยว อย่างเช่น ส้ม สตรอว์เบอร์รี เมลอน บรอกโคลี และพริกหยวก

 กินกรดไขมันโอเมก้าทรี

          กรดไขมันโอเมก้าทรี ช่วยบรรเทาการอักเสบและติดเชื้อบริเวณข้อต่อได้ โดยแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้าทรีแบบจัดเต็มอยู่แล้ว ไม่ต้องมองหาอาหารเสริมโอเมก้าทรีมากินเพิ่มเลย ก็คือ ปลาน้ำทะเลน้ำลึก เช่น แซลมอน และทูน่า รวมทั้งปลาน้ำจืดไทย ๆ อย่างปลาสวาย ปลาช่อน นอกจากนี้ยังหาได้จากน้ำมันพืช เช่น น้ำมันคาโนล่า

อย่างไรก็ตาม กรดไขมันโอเมก้า-6 และไขมันทรานส์ เป็นศัตรูตัวฉกาจของอาการปวดข้อ เพราะกรดไขมันเหล่านี้จะยับยั้งการผลิตฮอร์โมนโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ที่จะทำให้อาการกำเริบหนักขึ้น ตัวอย่างอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า-6 สูงก็คือ น้ำมันข้าวโพด

 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีผลต่อการสร้างแอนติบอดี้

          โรคข้ออักเสบถือเป็นภาวะที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเฉพาะโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
ที่ควรต้องระวังเรื่องอาหารที่มีผลต่อการกระตุ้นสร้างแอนติบอดี­­­­­้ให้ม าก จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยออสโล ในประเทศนอร์เวย์ เผยว่า คนป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ควรบริโภคอาหารที่จะทำให้­­­­­ร่าง กายกระตุ้นสร้างแอนติบอดี้มากเกินไป เช่น นมวัว ไข่ไก่ ปลาคอด เนื้อหมู ข้าวโพด ข้าวสาลี ส้ม ข้าวโอ๊ต ข้าวไรย์ เนื้อวัว และกาแฟ เพราะอาหารเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตกรดไขมันไม่อิ่มตั­­­วอะราคิโดนิก (Arachidonic acid) ออกมามากขึ้น ทำให้อาการปวดข้อกำเริบหนักขึ้นได้

 พอกด้วยขิง

          อย่างที่ได้บอกไว้แล้วในข้างต้นว่า ขิงมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และบรรเทาอาการปวดข้อได้ แต่หากใครไม่ชอบจิบชาขิงก็สามารถนำขิงมาทำเป็นยาพอกก็ได้ การพอกขิงในบริเวณที่ปวดนั้น ขิงจะออกฤทธิ์โดยปล่อยสารสื่อนำประสาท P (substance P) ไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เรารู้สึกคลายปวดลง จากการทดลองในกลุ่มอาสาสมัครจำนวน 56 คนพบว่า ขิงช่วยบรรเทาอาการปวดในกลุ่มผู้ป่วยโรคกระดูกบางได้ถึงร้อยละ 55 และบรรเทาอาการปวดจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ถึงร้อยละ 74

 วิธีการทำสูตรยาพอกขิงง่าย ๆ คือ

          1. เลือกเหง้าขิงสดมีความหนาประมาณ 3 นิ้ว 1 เหง้า
          2. ปอกเปลือกล้างให้สะอาด แล้วนำไปบดให้ละเอียด
          3. นำขิงที่บดละเอียดดีแล้วไปผสมกับน้ำมันมะกอก คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน
          4. จากนั้นนำไปพอกบริเวณที่รู้สึกปวด ห่อไว้ด้วยผ้าพันเคล็ด (ace bandage) หรือผ้ากอซทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างน้ำออก
          5. ทำได้บ่อยครั้งจนกว่าอาการปวดจะทุเลาลง

17 วิธีลดอาการข้ออักเสบชิล ๆ

 เพิ่มเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุนลงในอาหาร

          เครื่องเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรเทาอาการปวดนั้น ได้แก่ พริกชี้ฟ้า ขิง ขมิ้น มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการบวม และลดการหลั่งสารเคมีที่ทำให้รู้สึกปวด จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ วิธีได้รับคุณค่าจากเครื่องเทศเหล่านี้ก็คือ ใส่เพิ่มในอาหารที่ทานเป็นประจำ หรือซื้อเป็นเครื่องปรุงรส เช่น ผงขมิ้น
พริกป่น และ ขิงผง เอาไว้เพิ่มรสชาติให้อาหารก็ได้

 บำรุงร่างกายด้วยแคลเซียม

          โรคปวดข้อรูมาตอยด์มีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพกระดูกของเรา­­­­­ด้วย ดังนั้น ควรจะเพิ่มแคลเซียมให้ร่างกายจะได้ไม่เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนต­­ามมา ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายควรได้ต่อวัน คนทั่วไปประมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม แต่ผู้หญิงในช่วงวัยหมดประจำเดือน (อายุ 50-55 ปี) ควรรับประทานแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม โดยอาจเป็นการดื่มนม หรือรับประทานปลาตัวเล็กตัวน้อยทอดกรอบ กุ้งแห้ง กุ้งฝอย กะปิ เต้าหู้เหลือง กะหล่ำดอก หรือรับประทานยาเม็ดแคลเซียม เป็นต้น

17 วิธีลดอาการข้ออักเสบชิล ๆ

 6 ตัวช่วยคลายปวดใกล้ตัว ที่ไม่ควรละเลย

          นอกเหนือจากอาหารการกินแล้ว ยังมีตัวช่วยบรรเทาอื่น ๆ ที่เราสามารถทำได้ทันทีเมื่อรู้สึกปวด หรือใครจะนำไปทำเป็นกิจกรรมประจำเลยก็ได้ทั้งนั้น มาดูกันว่าตัวช่วยคลายปวดที่หาได้ใกล้ตัวนี้จะเจ๋งแค่ไหนกัน

 ประคบร้อน หรือ ประคบเย็น

          หลายคนไม่รู้ว่า อาการปวดที่เกิดขึ้นกับเรานั้น ควรประคบร้อนหรือเย็นกันแน่ เรามีคำตอบให้หายสงสัยอยู่ตรงนี้แล้ว จากข้อมูลของศูนย์กายบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า การใช้ความร้อนและความเย็นนั้นสามารถลดอาการปวดในบริเวณต่างๆ ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัย ดังนี้

 สังเกตอาการปวดว่าเป็นแบบเฉียบพลัน หรือแบบเรื้อรัง

           ประคบเย็น เมื่อได้รับการบาดเจ็บเฉียบพลัน มีอาการบวม
           ประคบร้อน เมื่อมีอาการปวดเรื้อรังมานาน หรือเป็น ๆ หาย ๆ ความร้อนจะช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อ

โรคประจำตัว เพราะความร้อนและความเย็นล้วนมีผลต่ออาการของโรค

           โรคความดันโลหิตสูง หากจำเป็นต้องประคบเย็น ต้องระมัดระวังที่สุด เพราะความเย็นอาจมีผลต่อการหดตัวของหลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นได้ รวมถึงอาการผิดปกติบางประการด้วย เช่น เวียนศีรษะ หน้ามืด

           โรคแพ้ความเย็น ไม่ควรประคบเย็น เพราะจะทำให้เกิดผื่นแดงอย่างรุนแรง

           โรคมะเร็งที่ยังมีการดำเนินของโรคอยู่ หลีกเลี่ยงการประคบร้อน

           โรคที่มีผลต่อการรับรู้ความรู้สึกของผู้ป่วย เช่น โรคเบาหวานที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการชา หากประคบเย็นหรือร้อนมากเกินไป หรือนานเกินไป อาจเกิดอันตรายได้

 ออกกำลังกายในน้ำ

          จากผลการวิจัยของไต้หวัน เผยว่า การออกกำลังกายในน้ำ เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วน คล้ายคลึงกับการเต้นแอโรบิก ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวเข่าได้ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ข้อต่อบริเวณสะโพก และช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกายทุกส่วน ในขณะเดียวกัน ผลการวิจัยจากประเทศออสเตรเลียก็มีความเห็นในทำนองเดียวกันว่า วิธีออกกำลังที่เหมาะกับคนเป็นโรคปวดข้อก็คือ การว่ายน้ำ แต่กรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคปวดข้อและอายุมากแล้ว อาจว่ายน้ำไม่ไหว ก็แนะนำให้บริหารกายในน้ำดู เช่น แอโรบิกน้ำ (Aqua Fitness)

          แต่ไม่ใช่แค่ผลการวิจัยจากต่างประเทศเท่านั้นที่ยืนยัน หน่วยงานการแพทย์ในประเทศไทยบ้านเราก็แนะนำ เห็นได้จากข้อมูลของศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก คณะเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยว่า การออกกำลังกายในน้ำเหมาะกับคนที่มีน้ำหนักตัวมาก ผู้ที่มีปัญหาเรื่องข้อเข่า ข้อเท้า และหลัง รวมถึงผู้สูงอายุด้วย เพราะน้ำจะช่วยรองรับน้ำหนักตัว ลดแรงกดที่ข้อเท้าและข้อเข่าให้น้อยลง ช่วยพยุงไม่ให้ล้มได้ง่ายปลอดภัยกว่าการออกกำลังกายบนบก

ฟังเพลง

 ฟังเสียงเพลง

          วิธีผ่อนคลายอาการปวดข้อที่มีผลต่ออารมณ์อันแจ่มใสของเราด้วยก็­­­­­คือ การฟังเพลงโปรด ในขณะที่เราฟังเพลงร่างกายจะกระตุ้นสร้างฮอร์โมนความสุขออกมาคล­­­­­ายอาการ ตึงเครียด จึงช่วยบรรเทาอาการปวดได้ จากผลการทดลอง Cleveland Clinic Foundation ในสหรัฐอเมริกา ได้ทำการวิจัยโดยแบ่งอาสาสมัครที่มีปัญหาเรื่องอาการปวดข้อ ปวดคอ และปวดหลังออกเป็น 3 กลุ่ม โดยให้กลุ่มหนึ่งได้ฟังเพลงผ่อนคลาย (Relaxing Song) อีกกลุ่มหนึ่งให้เลือกฟังเพลงที่ชอบ และอีกกลุ่มหนึ่งไม่ให้ฟังเพลงใด ๆ เลย พบว่า อาสาสมัครในสองกลุ่มแรกที่ได้ฟังเพลงนั้น มีอาการของการปวดลดน้อยลง ไม่มีอาการซึมเศร้า และหดหู่ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ฟังเพลงใด ๆ เลย

          เมื่อนำผลการวิจัยในอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มที่ได้ฟังเพลงมาเทียบกันดู พบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ฟังเพลงที่ตัวเองชอบนั้น มีอาการปวด อาการซึมเศร้าและอารมณ์หดหู่น้อยลงกว่ากลุ่มอาสาสมัครที่ฟังแต่­­­­­เพลงบรรเลงอีก ดังนั้น จากผลการวิจัยนี้จึงสามารถสรุปได้ว่า การฟังเพลงที่ตัวเองชอบนั้นสามารถคลายอาการปวดได้ดีที่สุด

17 วิธีลดอาการข้ออักเสบชิล ๆ

 สัมผัสแสงอาทิตย์อ่อน ๆ

          แสงแดดอ่อน ๆ ในยามเช้าก็ช่วยให้อาการปวดข้อดีขึ้นได้ จากผลการวิจัย เผยว่า การได้รับวิตามินดีในปริมาณที่พอเหมาะในแต่ละวัน ช่วยป้องกันข้อต่อถูกทำร้ายจากโรคข้อกระดูกอักเสบได้ ซึ่งการออกมาสัมผัสกับแสงแดดยามเช้าช่วงประมาณ 7-8 โมง ประมาณ 10-15 นาที ทำติดต่อกันประมาณ 3 สัปดาห์ ก็ทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินดีเข้ามาอย่างเพียงพอแล้ว นอกเหนือจากการยืนรับแสงแดดในตอนเช้าแล้ว เรายังสามารถเพิ่มวิตามินดีให้ร่างกายได้ด้วยการเน้นกินอาหารใน­­­­­กลุ่มผลิตภัณฑ์นม เช่น ชีส นมวัว เป็นต้น

 นวด

          เมื่อไรที่มีอาการปวดข้อ ก็ขอให้นึกถึงการนวดเอาไว้ก่อน เพราะการนวดจะช่วยกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนสะดวกขึ้น คลายอาการตึงของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ และยังเป็นการคลายผังพืดที่หดเกร็งให้คลายตัวด้วย ดังนั้น ใครที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แนะนำให้นวดเพื่อผ่อนคลายอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง

17 วิธีลดอาการข้ออักเสบชิล ๆ

 กินอาหารเสริมน้ำมันปลา หรือน้ำมันตับปลา

          การกินอาหารเสริมน้ำมันปลา (Fish oil) และน้ำมันตับปลา (Cod Liver oil) ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ จากผลการวิจัยในประเทศอังกฤษพบว่า ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบร้อยละ 86 ที่กินน้ำมันตับปลาเป็นประจำนั้น ร่างกายจะเกิดการสร้างผังพืดทำลายกระดูกอ่อนน้อยลงกว่าคนที่ใช้­­­­­วิธี กินยาแก้ปวดเป็นประจำ เพราะอาหารเสริมน้ำมันปลา หรือน้ำมันตับปลานั้นมีไขมัน EPA และ DHA ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการปวดข้อและข้ออักเสบรูมาตอยด์ อีกทั้งยังบรรจุอยู่ในแคปซูลที่มีปริมาณที่เหมาะสมคือ ประมาณ 300-500 มิลลิกรัม

          โรคข้ออักเสบเป็นโรคใกล้ตัวเราไม่ใช่น้อยนะคะ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับกิจวัตรประจำวันของเราด้วยว่าได้ยืดเส้น­­­­­ยืด สายร่างกายมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการเดินขึ้น-ลงบันไดสูง ๆ การนั่งยอง ๆ การนั่งงอเข่าเป็นเวลานาน ๆ หรือแม้แต่การที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานด้วย พฤติกรรมเหล่านี้จะบั่นทอนสุขภาพข้อต่อของเราไปทีละน้อยโดยไม่ร­­­­­ู้ตัวเลย หรือถ้าใครที่มีปัญหาเรื่องปวดข้ออยู่ก็ลองหยิบยืมวิธีบรรเทาปว­­­­­ดที่เหมาะสมกับตัวเองไปปรับใช้กันดูนะคะ
         


today thai news
Read More...

เลี่ยงหวาน มัน เค็ม เรื่องง่าย ๆ เพื่อสุขภาพดีที่อยู่ในมือเรา


  อาหารที่เราทานทุกมื้อนี่ล่ะที่จะเป็นตัวนำความเสี่ยงมาให้สุขภาพของเรา ถ้าเรายังชอบทานอาหารรสหวาน มัน เค็มมาก ๆ งานนี้อันตราย

          การบริโภคอาหารที่มีรส หวาน มัน เค็ม ในปริมาณมาก ทั้งรับประทานอาหารไม่ตรงต่อเวลา พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีความรู้ทางโภชนาการไม่เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ได้เน้นย้ำมาว่า เราควรใส่ใจการเลือกทานอาหารให้มาก ๆ อย่าละเลยเด็ดขาด
"สุขภาพ" มิใช่เรื่องไกลตัว การใส่ใจดูแลตนเองทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่พื้นฐานสุขภาพที่ดี แต่ด้วยสภาพสังคมปัจจุบันมีการบริโภคอาหารที่ไม่พึงประสงค์ เช่นการบริโภคอาหารที่มีรส หวาน มัน เค็ม ในปริมาณมาก ทั้งรับประทานอาหารไม่ตรงต่อเวลา พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีความรู้ทางโภชนาการไม่เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ฉะนั้นการให้ความสำคัญต่อคุณภาพของอาหารที่บริโภคเป็นประจำทุกวันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

เลี่ยงหวาน มัน เค็ม เรื่องง่าย ๆ เพื่อสุขภาพดีที่อยู่ในมือเรา

          การออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ และการบริโภคอาหารคลีน (Clean Food) หรืออาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด ไม่ปรุงรสมากจนเกินไป เช่น เค็มจัดหรือหวานจัด หรือแม้แต่การนับปริมาณแคลอรี เพื่อลดน้ำหนัก เป็นสิ่งที่กำลังได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่ทราบถึงวิธีปฏิบัติอย่างถูกต้อง

          นิค-พศิษฐ์ คณาศิริชัยนนท์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยากรจากเพจ "เมื่อวานป้าทานอะไร ?" ที่คอยแนะนำและให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ อธิบายถึงการบริโภคอาหารควบคู่การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีว่า นอกจากการออกกำลังกายอย่างถูกต้องเหมาะสมกับร่างกายแล้ว ควรให้ความสำคัญกับการเสริมกล้ามเนื้อด้วยโปรตีน โดยคำนึงถึงปริมาณการกินโปรตีนเพื่อให้มั่นใจว่า ในแต่ละวันได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอด้วย

          "ปกติร่างกายจะต้องการโปรตีนไม่น้อยกว่า 50 กรัม/วัน ทั้งนี้แหล่งโปรตีนสามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ พืชผักบางชนิด ถั่วชนิดต่าง ๆ หรือจะเลือกดื่มผลิตภัณฑ์นมวัว นมถั่วเหลืองวันละ 1-2 กล่อง ช่วยเพิ่มการกินโปรตีนให้เพียงพอต่อวันก็ได้"

เลี่ยงหวาน มัน เค็ม เรื่องง่าย ๆ เพื่อสุขภาพดีที่อยู่ในมือเรา

          ส่วนการนับปริมาณแคลอรีเพื่อลดน้ำหนักสำหรับบุคคลทั่วไปนั้น นักกำหนดอาหารวิชาชีพอธิบายว่า ก่อนอื่นควรเลือกบริโภคอาหาร และสำรวจตนเองว่าติดหวาน มัน เค็ม มากจนเกินไปหรือเปล่า โดยสามารถสังเกตจากอาหารที่รับประทานในแต่ละวันว่ามีสิ่งเหล่านี้ในปริมาณมากเกินความจำเป็นต่อร่างกายหรือไม่

          "ความหวาน" ไม่ได้หมายถึงเพียงแต่ปริมาณน้ำตาลเท่านั้น แต่รวมถึง ขนมหวาน น้ำอัดลม และน้ำหวานชนิดต่าง ๆ ที่บริโภคในแต่ละวัน ส่วน "ความมัน" หมายถึงปริมาณน้ำมันในการประกอบอาหารแต่ละมื้อ ด้าน "ความเค็ม" หากลดลงได้จะเป็นการเริ่มต้นฝึกให้ลิ้นไม่คุ้นชินกับอาหารรสจัด ซึ่งจะทำให้การดูแลสุขภาพและควบคุมอาหารทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยถ้าเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้ ก็จะเป็นพื้นฐานของการลดน้ำหนัก ขณะที่หากข้ามไปนับจำนวนแคลอรีอาหารในแต่ละวัน จะเป็นการข้ามขั้นตอนซึ่งเป็นวิธีที่ไม่แนะนำ

เลี่ยงหวาน มัน เค็ม เรื่องง่าย ๆ เพื่อสุขภาพดีที่อยู่ในมือเรา

          สำหรับผู้ที่สนใจรับประทานอาหารคลีน (Clean Food) วิทยากรเพจฯ แนะนำว่า พยายามกินอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงให้น้อยที่สุด กล่าวคือ ใช้น้ำมันให้น้อย เลี่ยงของทอด เน้น ต้ม นึ่ง ตุ๋น ย่าง และกินผักสด ไม่ใส่สารปรุงแต่งมากจนเกินไป ซึ่งเมืองไทยใช้ความร้อนประกอบอาหารค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นการปรุงรสจัดจึงเป็นสิ่งที่พ่วงมาด้วย ยิ่งหากซื้ออาหารกินเองควรใช้ทักษะในการสังเกต หรือลองทำอาหารกินเอง โดยประยุกต์สูตรอาหารที่ไม่ใช้น้ำมัน ใส่น้ำตาลน้อย เป็นต้น

          "สิ่งที่มาควบคู่กับการเลือกสรรอาหารเพื่อสุขภาพ คือการออกกำลังกายให้เหมาะสมต่อร่างกาย ควรทำให้ครบทั้ง 3 รูปแบบ คือการฝึกความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการทำงานของหัวใจและปอด ควบคู่กันไปอย่างพอเหมาะ ผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ดูแลสุขภาพ หรือกำลังลดน้ำหนัก ไม่ควรหักโหม ควรมีวันพักผ่อนร่างกายด้วย เพราะหากใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไป จะทำให้ร่างกายเกิดความเครียด ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบฮอร์โมนและร่างกายทำงานผิดปกติได้" นักกำหนดอาหารวิชาชีพให้คำแนะนำ


เลี่ยงหวาน มัน เค็ม เรื่องง่าย ๆ เพื่อสุขภาพดีที่อยู่ในมือเรา


          จะเห็นได้ว่า เพียงใส่ใจคุณภาพของอาหารสักนิด รู้จักเลือกบริโภคอาหารและบริโภคอย่างรู้ตน หมั่นออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ด้วยหลักง่าย ๆ แค่นี้ ก็เพียงพอแล้ว สำหรับผู้ที่อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง



today tai news


Read More...

ถ่ายรูปอาหารลง IG ก่อนทาน เขาว่าจะหม่ำจานนั้นอร่อยมากขึ้น ?!

  ถ่ายภาพอาหารลงอินสตาแกรมบ่อย ๆ นักวิจัยชี้ว่ามีแนวโน้มจะกินอาหารอย่างอร่อยมากขึ้น แต่จะกินได้เยอะขึ้นมั้ย อันนี้คงต้องถามใจตัวเองดู
    
          เชื่อว่าพออาหารมาเสิร์ฟแล้วเราก็อดใจไม่ไหวที่ขอถ่ายรูปแล้วอัพลงโซเชียลสักหน่อย แต่หลังจากถ่ายรูปอาหารลงอินสตาแกรมไปแล้วมีใครเคยสังเกตไหมคะว่าเราจะกินอาหารจานนั้น ๆ อย่างเอร็ดอร่อยมากขึ้น แต่นั่นเป็นเพราะอะไรลองมาหาคำตอบกัน

          University of San Diego และ Saint Joseph’s University เผยว่า การถ่ายรูปอาหารลง IG ก่อนจะรับประทาน อาจทำให้เราอิ่มเอมกับอาหารมื้อนั้น ๆ มากขึ้น และรู้สึกว่ารสชาติอาหารอร่อยขึ้นด้วย 
    
ถ่ายภาพอาหารลงอินสตาแกรม
   โดยอ้างอิงจากการทดลองกับอาสาสมัคร 120 คน ที่ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กับหมวดอาหาร 2 หมวด คือ อาหารแคลอรี่สูงอย่างเค้กเรดเวลเลท และอาหารเพื่อสุขภาพอย่างสลัด และให้ 1 กลุ่มอาสาสมัครของแต่ละหมวดอาหาร ถ่ายรูปอาหารแล้วโพสต์ลงอินสตาแกรมก่อนรับประทาน ส่วนอีกกลุ่มที่เหลือไม่ต้องถ่ายรูป 
    
          ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ถ่ายรูปอาหารลงอินสตาแกรมก่อนรับประทาน มีแนวโน้มกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย และรู้สึกพอใจกับอาหารมื้อนั้น ๆ มากขึ้น แต่ที่น่าสังเกตก็คือ กลุ่มที่ถ่ายรูปอาหารเพื่อสุขภาพ ไม่ค่อยมีความแตกต่างกับคนที่ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารเพื่อสุขภาพสักเท่าไร จะมีก็เพียงแต่ความตระหนักรู้ส่วนประกอบของอาหารเพื่อสุขภาพนั้น ๆ ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งนักวิจัยบอกว่านี่เป็นข้อดีกับคนที่รักสุขภาพและเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพอยู่แล้ว เพราะการได้เห็นว่าอาหารที่จะกินมีคุณประโยชน์มากแค่ไหน จะทำให้เรารู้สึกดีกับมื้อนั้น ๆ มากขึ้น ทว่าอาจไม่ได้ช่วยเรื่องรสชาติแต่อย่างใด
    
ถ่ายภาพอาหารลงอินสตาแกรม

     ทั้งนี้นักวิจัยก็อธิบายต่อว่า การถ่ายรูปอาหารลงอินสตาแกรมบังคับให้เราต้องจัดแสงและเงา รวมทั้งองค์ประกอบของภาพอาหารจานนั้น ๆ ให้ดูสวยและน่ากินมากที่สุดก่อนแชร์ลงโซเชียล ดังนั้นจึงเหมือนการสะกดจิตให้มีความรู้สึกอยากกินอาหารจานที่เราถ่ายเพิ่มขึ้นด้วย
    
          นอกจากนี้นักจิตวิทยาก็ให้ข้อมูลเพิ่มมาว่า การเบรกตัวเองให้กินอาหารช้าลงอีกนิด ปล่อยให้หน้าตาและกลิ่นหอม ๆ ของอาหารยั่วน้ำย่อยเรานานขึ้นอีกหน่อย จะทำให้เกิดความรู้สึกรอคอยอย่างคาดหวังอยู่ลึก ๆในใจ โดยไม่ว่าจะเลือกชะลอการรับประทานของเราด้วยวิธีไหนก็ตาม 

          เอาล่ะ ! ต่อไปนี้ถ้าเพื่อนจะใช้เวลาถ่ายรูปอาหารนานไปนิดก็อย่าเคืองเพื่อนเลย ถือซะว่าเพื่อนอยากกินอาหารให้อร่อยมากขึ้นเท่านั้นเองเนอะ ส่วนถ้าใครอยากสะกดจิตให้ตัวเองกินอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น ลองจัดจานสวย ๆ เน้นสีสันมากหน่อย แล้วถ่ายรูปอาหารเฮลธ์ตี้นั้นลง IG บ่อย ๆ เผื่อจะช่วยให้รู้สึกอร่อยกับมันมากขึ้น ทว่าสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก แนะนำให้ลด ๆ พฤติกรรมถ่ายรูปอาหารลงโซเชียลไปก่อนแล้วกันจ้า

Read More...

บังคับ‘มะพร้าวน้ำหอม’ให้ติดผลดกทั้งปีแบบง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง ใช้ต้นทุนก็น้อย


ปัจจุบันในเขตพื้นที่ที่มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งได้แก่ เขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และอีกในหลายพื้นที่ใกล้เคียง เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจะประสบปัญหาสภาพอากาศในแต่ละช่วงฤดูที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลทำให้ต้นมะพร้าวออกดอกติดผลน้อย ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดส่งผลกระทบต่อระบบการส่งออกมะพร้าวไปยังต่างประเทศที่มูลค่าหลาย 1,000 ล้านบาท/ปี



รศ.วรภัทร ลัคนทินวงศ์ จากภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้พยายามศึกษาวิจัยหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งในปัจจุบันประสบความสำเร็จ สามารถบังคับให้มะพร้าวน้ำหอมติดดอกออกผลดกตลอดทั้งปี และพร้อมส่งมอบงานวิจัยนี้สู่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวต่อไป

รศ.วรภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปกติมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกเพื่อการค้า เกษตรกรมักตัดจั่นผลผลิตมาจำหน่ายมีอายุนับตั้งแต่ติดผลแล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 6-7 เดือน แต่มะพร้าวที่ส่งออกมักตัดจั่นที่มีอายุประมาณ 6.5-7 เดือน เป็นช่วงที่มะพร้าวออกดอกติดผลน้อย เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายนจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเข้าฤดูฝนในเขตภาคกลาง มีพายุหรือฝนฟ้าคะนองติดต่อกันหลายวัน ทำให้มะพร้าวที่ปลูกแบบร่องสวนในพื้นที่ภาคกลางจะมีจำนวนดอกน้อย เนื่องจากไนโตรเจนที่มาจากน้ำฝนส่งผลให้เจริญเติบโตทางลำต้นมากกว่าและน้ำฝนชะล้างช่อดอกทำให้เกสรขาดสารอาหารในการงอกเพื่อผสมกับดอกตัวเมียบนจั่นมะพร้าว

สำหรับเทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมผลดกตลอดทั้งปี จะใช้เทคโนโลยีการผสมเกสรสด ด้วยการฉีดพ่นโดยจะนำเกสรตัวผู้ล้างน้ำเกลือและบดให้เมล็ดแตก ผสมกับน้ำ10ลิตร ให้ละอองเกสรลอยผสมกัน เทใส่ตะแกรงกรองน้ำใสถังฉีดพ่นที่มีสารละลายเกสรมะพร้าว (Pollen Germ’ Media) อัตราส่วนสารละลายเกสรมะพร้าว 1 ลิตร ต่อ น้ำ 9 ลิตร ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนนำไปพ่นช่อดอก

โดยวิธีการผสมจะเลือกช่อดอกเกสรตัวเมียจากต้นที่มีความสมบูรณ์ อายุประมาณ 2 ปี โดยจะเริ่มฉีดสารละลายล้างช่อดอก(Botton Cleansing Agent) อัตราส่วน สารละลายล้างช่อดอก 1 ลิตร ต่อ น้ำ 9 ลิตร เพื่อทำความสะอาดช่อดอกก่อน 1 ครั้ง ในช่วงเช้า ก่อน 11.30 น.

จากนั้นจะฉีดสารละลายเกสรมะพร้าวที่ผสมเกสรที่ช่อเกสรตัวเมียบนต้นมะพร้าวโดยเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือในช่วงเช้าก่อน 11.30 น. เพียงเท่านี้ มะพร้าวที่เคยติดผล 5-10 เปอร์เซ็นต์ จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบทำให้ต้นโทรม หรือ รสชาติของน้ำและเนื้อมะพร้าวเปลี่ยนไปจากเดิม


“เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมผลดกทั้งปี จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนมะพร้าวในหน้าแล้งได้ และช่วยให้มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตจำนวนมากขึ้น ติดดอกและออกผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตที่ได้มาตรฐานสากล สามารถรองรับการส่งออกที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี อีกทั้งช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิ และมีรายได้เพิ่มขึ้น” รศ.วรภัทร กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ส่วนสารละลายทั้งสองชนิด ยังไม่มีการผลิตจำหน่ายในท้องตลาด แต่หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถสอบถามเข้าไปที่ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โทรศัพท์ 02-564-4488 (ในวันเวลาราชการ)


today thai news



Read More...

ราคาทองปรับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณขายออก 21,300 บาท



สมาคมค้าทองคำประกาศราคารับซื้อ ขาย ทองคำประจำวันที่ 14/03/2559 เวลา 09:33 น. ครั้งที่ 1 ราคาปรับขึ้นจากราคาปิดวันเสาร์ 100 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อ 20,800.00 บาท ขายออก 20,900.00 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อ 20,496.32 บาท ขายออก  21,300.00 บาท


today thai news



Read More...

"ลูก รอก หรือ ไส้กรอกไข่" หากินยากมาก ทำแกงจืดอร่อยมากๆ อร่อยกว่า เต้าหู้ไข่ ซะอีก...มาทำกัน

ส่วนผสม

ไข่ไก่
ไส้เทียม(ขี้เกียจล้างไส้หมู)
ซอสปรุงรส
พริกไทยป่น
น้ำปลา
เชือก


ปรุงรสชาติตามชอบ


วิธีทำนำไส้กรอกไข่ไปต้มไฟอ่อนๆ อย่าให้น้ำเดือด
ต้มประมาณ 30 นาที ก็จะได้ไส้กรอกไข่ที่ต้มสุกแล้ว  แล้วเอามาหั่น ประมาณ 1 cm. ใส่ในแกงจืดค่ะ..คล้ายๆเต้าหู้ค่ะ

  (ทำแกงจืด หรือ ลวกจิ้ม อร่อยที่สุด)

ปล.การใช้ไส้เทียมให้ความสะดวกมาก อยากจะทำเมื่อไรก็สะดวก เพราะไข่และไส้เทียมมีอยู่ที่บ้าน กินกรึบๆๆอร่อยๆดีจร้า



today thai news
Read More...

"ไข่เจียวพระอาทิตย์"ไม่ธรรมดา แต่ง่ายมากๆ ลองทำดูกันเลยจร้า....


อาหารเช้าแบบง่ายๆในชั่วโมงเร่งด่วน เช้าวันจันทร์มั้ยคะ
จิ้มซอสพริกหรือมะเจือเทศ ดี อิอิ

ส่วนผสม

ไข่ไก่ 2 ฟอง
เครื่องปรุงต่างๆ (ตามรสชาติที่เราชอบ)
ข้าวสวย 1 ถ้วย
น้ำมันสำหรับเจียวไข่


วิธีทำ

ตอกไข่ใส่จาน ปรุงรสตามชอบ ตีไข่ (จะใส่เนื้อ หมูสับ กุ้งสับ ใส่ได้เลยค่ะ) ใส่ข้าวสวย ลงไปในถ้วยไข่ที่ตีไว้เลย ค่ะ คนๆให้เข้ากัน
ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน รอน้ำมันร้อนจัด ใส่ไข่ลงไปเลยจร้า ทำเหมือนเจียวไข่เลยจร้า พลิกด้วยนะ ไฟต้องร้อนจัดนิดนึงจะได้ไม่อมน้ำมัน ถ้าเป็นกระทะเทปลอน ดีเลยจร้า
ปิดไฟ ถ้าดูอมน้ำมันก็ใช้กระดาษซับ น้ำมันออก บางก็ดีนะจร้า เสร็จแล้ว จิ้มซอสพริกหรือมะเจือเทศ ดี อิอิ ไปทำงานกันเถอะ....

Read More...

สูตรขาหมูเยอรมันมีทั้ง ทอด/อบ/ย่าง สูตรอร่อยกับแกล้มอย่างดี

สูตรขาหมูเยอรมันมีทั้ง ทอด/อบ/ย่าง สูตรอร่อยกับแกล้มอย่างดี

ส่วนประกอบและเครื่องปรุง

- ขาหมู 1 ขา ถ้าต้องการขาใหญ่ให้ใช้ขาหลัง ขาหลังทานได้ประมาณ 4 คน 
ส่วนขาหน้าได้ประมาณ 2 คน
- หอมหัวใหญ่หั่นซีก 2 หัว
- ใบกระวาน 10-12 ใบ
- รากผักชีทุบพอแตก 4 ราก
- กระเทียมทุบพอแตก 1 หัว
- แครอทหั่น 2 หัว
- เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
- พริกไทยเม็ดบุบ 1 ช้อนชา
- ซีอิ๊วดำแบบหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
- ขั้นตอนและวิธีทํา ขาหมูเยอรมัน 3 แบบ ทอด/อบ/ย่าง

** วิธีเตรียม ขาหมูเยอรมัน ใน 1-4 ทำเหมือนกัน หลังจากนั้นเลือกวิธี ทอด/อบ/ย่าง ได้เลย **

- นำขาหมูล้างขูดขนให้สะอาด ใช้เกลือป่นมาทาให้ทั่วขาหมูพักไว้

- นำส่วนผสมทุกอย่าง(ยกเว้นซีอิ๊วดำ)เทลงรวมกันในหม้อต้ม ใส่ขาหมูลงไป 
แล้วใส่น้ำเปล่าพอท่วมขาหมู

- ตั้งไฟอ่อนๆ ต้มไปเรื่อยๆนานประมาณ 3-4 ชั่วโมง

- ตักขาหมูขึ้นมาใส่ภาชนะไว้ พอขาหมูเย็นลงให้ใช้ปลายซ่อมแหลมแทงบนหนังหมูให้ทั่ว เมื่อทั่วดีแล้วให้ใช้มีดกรีดเป็น ริ้วๆห่างๆ เอาซีอิ๊วดำมาลูบให้ทั่วหนังหมู (เวลาสุกจะได้สีสวย) ผึ่งลมให้ผิวหนังหมูแห้ง

   1) แบบทอด: ตั้งกระทะใส่น้ำมันกะให้พอท่วมขาหมู เปิดไฟแรง พอน้ำมันร้อนจัด ปิดไฟที่เตา(กันไม่ให้น้ำมันลวกมือเวลาหย่อนขาหมูลงไป) แล้วจึงนำขาหมูใส่ลงไปในกระทะ แล้วเปิดไฟปานกลาง ทอดจนกระทั่งหนังหมูเหลืองกรอบ ก่อนนำขาหมูขึ้น ให้เปิดไฟแรงอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ขาหมูอมน้ำมัน คนเอเชียนิยมทานแบบทอด

   2) แบบอบ: เปิดเตาอบเตรียมไว้ที่อุณหภูมิ 250°C เมื่อได้ความร้อนที่ต้องการแล้ว นำขาหมูเข้าอบประมาณ 20-30 นาที (ขึ้นอยู่กับขนาดของขาหมู) อบจนหนังหมูเหลืองกรอบทั่ว คนยุโรปนิยมทานแบบอบ

   3) แบบย่าง: ให้ย่างบนเตาย่างแบบบาร์บีคิว ใช้ไฟแรงปานกลาง ย่างจนหนังหมูเหลืองกรอบทั่ว คนออสเตรเลียนิยมทานแบบย่าง
เวลารับประทาน ให้เสิร์ฟพร้อมกับมันบด หรือมันฝรั่งทอด ผักดอง ซอสพริก



toay thai news
Read More...