About nananews

Manual Description Here: Ea eam labores imperdiet, apeirian democritum ei nam, doming neglegentur ad vis.

Showing posts with label POPULUR THAI NEWS14 03 2016. Show all posts
Showing posts with label POPULUR THAI NEWS14 03 2016. Show all posts

พริกไทย เครื่องยาไทยรสเผ็ดร้อน สรรพคุณเด็ด ๆ เพียบ

พริกไทยเครื่องยาไทยรสเผ็ดร้อน ไล่ลม ลดไขมัน รักษากระเพาะ และต้านอนุมูลอิสระ (ไทยโพสต์)

          พริกไทยเป็นพืชทางด้านอาหารและยาที่มีการใช้ประโยชน์มาช้านาน และเป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่มีอิทธิพลต่อการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ในยุคล่าอาณานิคม จนเป็นชนวนเหตุให้ประเทศที่มีการปลูกพืชเครื่องเทศทั้งหลายถูกล่าเป็นเมืองขึ้นมาแล้ว

          พริกไทยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดแถบอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยมีพื้นที่การปลูกมากที่จังหวัดจันทบุรี และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญตัวหนึ่งของประเทศไทย คนไทยรู้จักใช้พริกไทยมาประกอบอาหาร ที่สำคัญยังนำไปเข้าเครื่องยาไทยและทำเป็นยารักษาโรคอีกหลายตำรับ

          พริกไทยนั้นมีรสเผ็ดร้อน เหมาะกับคนธาตุลม ที่เกิดในเดือนเมษายน-พฤษภาคม-มิถุนายน ที่มีจุดอ่อนทางสุขภาพเจ็บป่วยง่ายในฤดูฝน เป็นช่วงที่ความร้อนกับลมกระทบกันจึงมีผลต่อคนธาตุลมให้เจ็บป่วยได้ง่ายกว่าคนธาตุอื่น ๆ หมอแผนไทยมีตำรับยาแต่งรักษาเป็นยาปรับธาตุตามฤดูกาล คือ ตรีผลายาประจำฤดูร้อน ตรีสารยาประจำฤดูหนาว และตรีกฏุกยาประจำฤดูฝน ประกอบด้วยเหง้าขิงแห้ง เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี ตัวยาทั้งสามชนิดมีฤทธิ์เด่นทางขับลม ช่วยปรับธาตุลมที่อยู่ในภาวะหย่อน กำเริบหรือพิการให้สมดุล ลดอาการเจ็บป่วยของบุคคลนั้น


พริกไทย

 
          สรรพคุณของพริกไทยในตำรับยาโบราณ ระบุไว้ว่า

           ดอกพริกไทย ใช้แก้ตาแดงเนื่องจากความดันโลหิตสูง

           เมล็ดพริกไทย ใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร ย่อยพิษตกค้างที่ไม่สามารถย่อยได้ ใช้ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้มุตกิต แก้ลมอัมพฤกษ์ นอกจากนี้ในเมล็ดพริกไทยยังมีสารสำคัญ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง และมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท

           ใบพริกไทย ใช้แก้ลม จุกเสียด แก้ปวดมวนท้อง

           เถา ใช้แก้อุระเสมหะ แก้ลมพรรดึก แก้อติสาร

           ราก รากพริกไทย ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน และช่วยย่อยอาหาร ที่สำคัญยังเป็นหนึ่งในยาที่มักนิยมนำไปเข้าเครื่องยาอายุวัฒนะด้วย
 
          พริกไทยที่เราใช้ประโยชน์ในปัจจุบันมีอยู่ 3 แบบ คือ พริกไทยสด พริกไทยดำ และพริกไทยล่อน เคยมีคนจำนวนมากสับสนระหว่างพริกไทยดำและพริกไทยล่อน คิดว่าเป็นชนิดหรือสายพันธุ์ของพริกไทย เพราะในตำรายาบางตำรับจะใช้พริกไทยล่อน บางตำรับจะใช้พริกไทยดำ ซึ่งทั้งสองชนิดก็คือพริกไทยสดที่นำมาแปรรูปเพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์

          พริกไทยดำคือการนำเอาพริกไทยสดมาตากให้แห้งให้ผิวเหี่ยวย่นจนกลายเป็นสีดำ ส่วนพริกไทยล่อนทำโดยเก็บช่อพริกไทยแก่มาตากแดดเล็กน้อย แล้วนำไปนวดเพื่อแยกเมล็ดออก ใส่กระสอบแช่น้ำ 7-14 วัน แล้วจึงนำเข้าเครื่องนวด ขัดผิวให้หลุดเหลือแต่เมล็ดใน แต่สารสำคัญต่าง ๆ ของพริกไทยจะอยู่ในพริกไทยดำมากกว่าพริกไทยล่อน
 

พริกไทย


          ตำรับยาโบราณที่ใช้พริกไทยเข้ายา อาทิ

           ยาแก้ผอมแห้งแรงน้อย เอาข้าวสารคั่ว เกลือทะเล พริกไทยล่อน เอาอย่างละเท่า ๆ กัน บดผงปั้นน้ำผึ้ง เม็ดเท่าเมล็ดพุทรา กินครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น และก่อนนอน แก้ผอมแห้งแรงน้อย สุขภาพอนามัยดี ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน

           แก้ไข้เรื้อรัง มีไข้ต่าง ๆ ตลอดเวลา ไม่ยอมหาย ให้เอาใบกะเพราแห้ง ใบบัวบกแห้ง พริกไทยดำ สิ่งละเท่า ๆ กัน บดเป็นผงปั้นเป็นเม็ด เม็ดละเท่าไข่จิ้งจก กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 เวลา เช้า-เย็น

           กระดูกหัก ใช้เปลือกต้นของสบู่ขาว ร่วมกับต้นส้มกบและพริกไทย 5 เม็ด ตำผสมเหล้าขาว แล้วผัดให้อุ่น พอกให้หนา แล้วใช้ไม้พันผ้าให้แน่น

           ยากินให้ผิวสวยเสมอ เอาขมิ้นอ้อย กระชาย แห้วหมู พริกไทย ทุบ ๆ แล้วดองด้วยน้ำผึ้ง กินก่อนนอนทุกวัน ผิวท่านจะสวยเสมอ

           ตะขาบกัด ใช้ผงพริกไทยโรยบริเวณแผล ปวดฟัน ใช้พริกไทย พริกหาง บดเป็นผง ผสมยาขี้ผึ้งปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ

           ใช้อุดฟันที่ปวด ท้องอืดอาหารไม่ย่อย ใช้พริกไทยแช่ในน้ำส้มสายชูทิ้งไว้นานสัก 2 ชั่วโมง แล้วนำไปตากแห้งและนำกลับมาบดเป็นผงให้ละเอียด ผสมกับน้ำส้มสายชูที่ใช้แช่นั้นแล้วปั้นเป็นเม็ดใช้

           รักษาอาการเมื่อยขบ เป็นเหน็บชาง่ายในฤดูหนาวหรือฤดูฝน โดยใช้ไข่ไก่ น้ำกะทิ และพริกไทย ตีให้เข้ากันแล้วตุ๋นให้สุก และนำพริกไทยล่อนเข้าเครื่องยากับเปลือกไข่ไก่ นำไปผิงไฟให้เหลืองแล้วบดเป็นผงละเอียดผสมกับน้ำต้มสุก ใช้รักษาอาการชักจากการขาดแคลเซียม
 

พริกไทย


          ในยุคที่น้ำมันหอมระเหยเข้ามามีบทบาทในวงการสุขภาพมาก ยังพบว่า พริกไทยได้นำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย หรือที่เรียกว่า black pepper oil ที่สกัดจากพริกไทยดำ มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวด ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการกล้ามเนื้อกระตุก กระตุ้นกำหนัด ต้านพิษ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย ลดไข้ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท รักษาโรคกระเพาะ

          ปัจจุบันมีงานศึกษาวิจัยในการใช้ประโยชน์อื่น ๆ ของพริกไทยอย่างน่าสนใจ โดยส่วนหนึ่งของงานวิจัยก็เป็นการยืนยันสรรพคุณของการใช้มาตั้งแต่โบราณ และอีกส่วนหนึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดทางนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น งานวิจัยที่พบว่าพริกไทยมีสารต้านการก่อมะเร็ง ช่วยเร่งการทำงานของตับให้ทำลายสารพิษได้มากขึ้น ใช้น้ำมันหอมระเหยรักษาผู้ติดบุหรี่พบว่าช่วยลดความอยากและความหงุดหงิดลงได้

          ที่น่าสนใจเป็นการวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่พบว่าป้องกันโรคความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา และที่กำลังเป็นเงินเป็นทอง สร้างรายได้ให้กับผู้ค้าสมุนไพรไม่น้อย ตอนนี้คือการนำสารสกัดพริกไทยไปผลิตเป็นครีมหรือเจลลดความอ้วน ซึ่งเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ง่ายและอาจมีการนำไปปรุงแต่งเข้าเครื่องยากับสมุนไพรอื่น ๆ ที่มีสรรพคุณคล้ายคลึงกัน เพื่อเสริมฤทธิ์การลดไขมัน ก็นับว่าเป็นก้าวย่างของการแปรรูปผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าอย่างน่าสนใจ


       


today thai news
Read More...

สาหร่ายพวงองุ่น เมนูฮิต ประโยชน์ติดอันดับฮอต



  สาหร่ายพวงองุ่น ถึงจะเม็ดจิ๋ว ๆ แต่หิ้วประโยชน์มาแน่นพวง แถมรสชาติยังชวนกิน

          ประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่นยังอาจจะเป็นข้อสงสัยอันดับต้น ๆ ของหลายคนอยู่ และยิ่งนับวันก็ยิ่งเห็นคนรักสุขภาพมีสาหร่ายพวงองุ่นเป็นเมนูฮอตฮิตก็ยิ่งทำให้ฉงน งั้นเอาเป็นว่าวันนี้เราจะมาทำความรู้จักประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่นกันสักที มาลองดูซิเจ้าสาหร่ายพวงองุ่นหน้าตาฉีกแนวจากสาหร่ายทั่วไปจะมีดีตรงไหนนะ

 สาหร่ายพวงองุ่นคืออะไร ?

          เม็ดสีเขียวใส ลักษณะกลมคล้ายองุ่นลูกจิ๋วอยู่ชิดกันเป็นพวง หน้าตาเป็นแบบนี้บ้านเราเลยเรียกว่าสาหร่ายพวงองุ่นซะเลย ซึ่งในชื่อภาษาอังกฤษก็คล้าย ๆ กันในชื่อ Sea Grapes ส่วนในญี่ปุ่นเขาเรียกสาหร่ายพวงองุ่นว่า Umi-budou ที่แปลว่าองุ่นแห่งท้องทะเล 
    
          แต่บางทีเราก็เรียกสาหร่ายพริกไทย คาร์เวียร์สีเขียว (Green Caviar) กันด้วย อีกทั้งในประเทศอื่น ๆ ยังเรียกสาหร่ายพวงองุ่นแตกต่างกันไป ดังนั้นสรุปสั้น ๆ ก็คือสาหร่ายพวงองุ่นถูกเรียกในหลายชื่อมาก ๆ นั่นเอง

 แหล่งที่พบสาหร่ายพวงองุ่น

          สาหร่ายพวงองุ่นเป็นสาหร่ายที่อยู่ใต้ท้องทะเลลึก พบได้ตามโขดหิน ก้อนกรวด และพื้นทรายใต้ท้องทะเลลึก ซึ่งพื้นที่ที่จะพบสาหร่ายพวงองุ่นได้ก็คือ ประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ญี่ปุ่น รวมทั้งในพื้นที่เขตร้อนอย่างเคนยา มาดากัสการ์ โมซัมบิก แทนซาเนีย และปาปัวนิวกินี 

  แต่ในบ้านเราก็สามารถหากินได้ง่าย ไม่ต้องนำเข้าให้ยุ่งยากนะคะ เพราะตอนนี้ก็มีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นในบ่อเลี้ยง โดยการสนับสนุนของกรมประมงในประเทศไทยแล้ว

สาหร่ายพวงองุ่น

 ประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่น

          สาหร่ายพวงองุ่นมีสรรพคุณยืนพื้นเหมือนอย่างสาหร่ายจากทะเลน้ำลึกทั่วไป โดยอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินหลายชนิด เช่น กรดไขมัน PUFA วิตามินบี 2 วิตามินอี เกลือแร่ และสารอาหารสำคัญอย่างแมกนีเซียม แคลเซียม โพแทสเซียม สังกะสี ไอโอดีน เบต้าแคโรทีน พร้อมทั้งกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ชนิดที่หาไม่ได้จากพืชบนบก 
    
          ที่สำคัญสาหร่ายพวงองุ่นยังมีแคลอรีต่ำ โซเดียมต่ำ มีไฟเบอร์สูง จึงช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายได้ดี และยังเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตได้โดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพด้วยค่ะ
    
          ทว่ายังไม่หมดเพียงเท่านี้หรอกนะ สาหร่ายพวงองุ่นยังมีประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพตามนี้ด้วย

 ช่วยให้หายจากอาการป่วย

          ชาวโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น นิยมรับประทานสาหร่ายพวงองุ่นเพื่อบำรุงสุขภาพ และรักษาอาการป่วยต่าง ๆ เนื่องจากในสาหร่ายพวงองุ่นอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี และแร่ธาตุที่ดีต่อร่างกายอีกหลายชนิด

 ป้องกันโรคหัวใจ
    
          ด้วยความที่มีปริมาณธาตุแมกนีเซียมสูง สาหร่ายพวงองุ่นจึงมีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต และป้องกันโรคหัวใจล้มเหลวไปด้วยในตัว

สาหร่ายพวงองุ่น

 ลดความเสี่ยงโรคไทรอยด์

          สาหร่ายพวงองุ่นมาพร้อมกับไอโอดีนที่สูงมาก ประโยชน์ข้อนี้จึงสามารถป้องกันโรคไทรอยด์ หรือช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคไทรอยด์ได้ รวมทั้งยังช่วยบำรุงและฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกทำลาย จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้อีกด้วยนะ

 ป้องกันอาการท้องผูกและโรคริดสีดวงทวาร

          สาหร่ายก็เป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีไฟเบอร์สูง สรรพคุณในส่วนนี้จึงดีกับผู้ที่ท้องผูกบ่อย ๆ หรือมีความเสี่ยงเป็นโรคริดสีดวงทวาร ซึ่งสาหร่ายพวงองุ่นจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ทำให้ถ่ายง่ายยิ่งขึ้นนั่นเอง

 ช่วยลดน้ำหนัก

          อย่างที่บอกไปว่าสาหร่ายพวงองุ่นมีแคลอรีต่ำ ให้พลังงานน้อย แถมยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์เน้น ๆ และแม้สาหร่ายพวงองุ่นจะมีรสชาติเค็ม แต่ความจริงแล้วมีปริมาณโซเดียมต่ำมากนะคะ ดังนั้นใครที่อยู่ในช่วงไดเอต สาหร่ายพวงองุ่นก็จัดเป็นอาหารลดน้ำหนักที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะ

          สาหร่ายพวงองุ่น สรรพคุณพร้อมพรั่งขนาดนี้ คนรักสุขภาพก็ไม่น่าพลาดเมนูนี้นะคะ แต่หากยังไม่รู้เลยว่าสาหร่ายพวงองุ่นกินยังไง หรือเอาไปปรุงเป็นอาหารสไตล์ไหนได้บ้าง ลองมาดูเมนูสาหร่ายพวงองุ่นจากบรรทัดข้างล่างนี้ไว้เป็นแนว

สาหร่ายพวงองุ่น

          ส้มตำสาหร่ายพวงองุ่น เมนูอร่อยตามกระแสคนลดความอ้วน

สาหร่ายพวงองุ่น

          สาหร่ายพวงองุ่นกับน้ำจิ้มซีฟู้ด เมนูลดความอ้วนจากสาหร่ายน้องใหม่เคี้ยวกรุบ

 สาหร่ายพวงองุ่น   
          
          สลัดสาหร่ายพวงองุ่น เมนูลดความอ้วนจากสาหร่ายน้องใหม่ท้าให้ลอง 

          สาหร่ายพวงองุ่น 8 เมนูอร่อย อาหารเพื่อสุขภาพน้องใหม่ประโยชน์แน่น

          ใครยังไม่เคยลองหรือยังลังเลใจที่จะลองกินสาหร่ายพวงองุ่น พอได้ทราบถึงประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่นแล้วจะรออะไรกันอีกล่ะคะ จัดมากินสักมื้อเลย 



today thai news
Read More...

10 สุดยอดอาหาร ช่วยลดน้ำตาลในเลือด


  อาหารลดน้ำตาล​ในเลือด ดีทั้งสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เรียกได้ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับทุกคน

          ลดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเสมอไป แต่อาหารใกล้ตัวเหล่านี้ก็สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หรืออย่างน้อย ๆ ก็ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้ ตัวช่วยดี ๆ อย่างนี้ต้องจัดไป จะได้ลดภาระไตจากการกินยาไปได้บ้าง

แอปเปิลไซเดอร์

 แอปเปิลไซเดอร์

          เพียง 1 ช้อนชาของแอปเปิลไซเดอร์ ผสมกับน้ำเปล่า 1 แก้ว จิบระหว่างมื้ออาหาร ผลการศึกษาจาก Diabetes Care ก็บอกว่าสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยแอปเปิลไซเดอร์จะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งของอินซูลิน แถมยังเข้าไปควบคุมอินซูลินในกระแสเลือด หลังจากที่ร่างกายย่อยอาหารประเภทแป้งไป ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งปรี๊ด จนเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2

 กระเทียม

กระเทียม หอมแดง    

          นอกจากสรรพคุณของกระเทียมในเรื่องช่วยลดไขมันในเลือดแล้ว การศึกษาเมื่อปี 2006 และปี 2012 ยังพบว่า สารสกัดในกระเทียมมีประโยชน์ในด้านลดน้ำตาลในเลือดด้วย โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สารสกัดในกระเทียมจะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกายผู้ป่วยได้ รวมทั้งหัวหอมและหอมแดงก็เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือดเช่นเดียวกัน

อะโวคาโด

 อะโวคาโด
    
          สิ่งสำคัญในอะโวคาโดที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ก็คือกรดไขมันอิ่มตัว หรือ MUFAs ซึ่งพบได้ในถั่ว เมล็ดธัญพืช มะกอก น้ำมันมะกอก และแฟลกซ์ซีดด้วยเช่นกัน
    
          โดยกรดไขมันอิ่มตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงกลุ่มอาการโรคอ้วนลงพุง ซึ่งมีโรคเบาหวานเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคนี้ด้วย เนื่องจากกรดไขมันอิ่มตัวจะเข้าไปชะลอการไหลเวียนของน้ำตาลในเลือด พร้อมทั้งลดภาวะต้านอินซูลินในร่างกาย อีกทั้งกรดไขมันอิ่มตัวยังช่วยเพิ่มความรู้สึกอิ่มหลังมื้ออาหาร แถมยังดีต่อความดันโลหิต และระบบป้องกันการอักเสบอีกต่างหาก

 ผักใบเขียว

 ผักใบเขียว

          พืชผักใบเขียวแทบทุกชนิดจะอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ตัวช่วยสุดยอดที่ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี เพราะแมกนีเซียมไม่เพียงแต่ดีต่อสุขภาพเลือดเท่านั้น แต่ยังจัดเป็นแหล่งสารอาหารชั้นเลิศของเลือดด้วย ดังนั้นเมื่อกินผักใบเขียวเข้าไป เลือดก็จะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ เสริมสร้างความแข็งแกร่ง และคอนโทรลระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

อัลมอนด์

 อัลมอนด์

          อัลมอนด์มีดีทั้งแมกนีเซียม ไฟเบอร์ โปรตีน แถมยังมีโครเมียมที่เปี่ยมไปด้วยสรรพคุณลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยนักโภชนาการก็แนะนำให้รับประทานอัลมอนด์สักวันละ 1 กำมือเล็ก ๆ แค่นี้ก็เหมือนระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในคอนโทรลของเราแล้ว

โฮลเกรน

 โฮลเกรน

          โฮลเกรนหรือโฮลวีททุกชนิดเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่ร่างกายจะย่อยคาร์โบไฮเดรตชนิดนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งพล่าน อีกทั้งโฮลเกรนยังอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ตัวช่วยดี ๆ ของเลือดอีกต่างหาก

 แซลมอน

 แซลมอน

          แซลมอนเป็นแหล่งสารอาหารชั้นยอดที่พกมาทั้งโปรตีน กรดไขมันโอเมก้า 3 ไนอาซิน และวิตามินดี ซึ่งทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามินดีก็มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้พอ ๆ กัน อีกทั้งวิตามินดียังช่วยลดอาการอักเสบ ซึ่งก็จะได้ผลพวงในเรื่องต้านอินซูลินด้วย 

 ส้ม

 ส้ม

          จากคำอ้างอิงของ American Diabetes Association ที่แนะนำว่าส้มช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ด้วยเพราะส้มเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างต่ำ ดังนั้นจึงไม่ส่งผลกระทบกับระดับน้ำตาลในเลือด แปลว่ากินส้มแล้วระดับน้ำตาลในเลือดจะไม่พุ่งปรี๊ดปร๊าดให้ต้องเสียวสันหลังนั่นเอง

ข้าวโอ๊ต

 ข้าวโอ๊ต
    
          ข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์สูง มีประโยชน์ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งข้าวโอ๊ตยังจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ร่างกายจึงสามารถดูดซึมสารอาหารและเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสั่นสะเทือนแน่นอน

ชาเขียว

 ชาเขียว

          ผลการศึกษาจาก National Center for Complementary และ Alternative Medicine เผยว่า ชาเขียวสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แถมยังมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดด้วย ฉะนั้นจะบอกว่าชาเขียวดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ดีต่อคนที่อยากลดระดับคอเลสเตอรอล และเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพของคนทุกวัยก็ไม่ผิดนัก

          อยากลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ผิดปกติ ลองรับประทานอาหารเหล่านี้ดูนะคะ เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้เท่านั้น แต่อาหารทั้ง 10 อย่างยังจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีต่อทุกคนเลย
    

         



today thai news
Read More...

มัลเบอร์รี (ลูกหม่อน) สรรพคุณชัดเรื่องลดน้ำหนัก เปี่ยมวิตามินซี ต้านมะเร็งก็เริด

ggggggggggggggggggggggggg

  มัลเบอร์รี หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ลูกหม่อน ผลไม้พื้นบ้านแบบไทย ๆ สุดยอดแหล่งวิตามินซี มิตรแท้คนรักสุขภาพ

          เทรนด์การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ก็ยังเป็นสิ่งที่คนให้ความสำคัญมากพอ ๆ กับการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายต่าง ๆ ทำให้อาหารเพื่อสุขภาพมากมายหลายอย่างที่เราอาจจะไม่คุ้นเคยกันมาก่อนได้รับความนิยมกันมากขึ้น อย่างเช่น มัลเบอร์รี ที่อาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อกันเท่าไร แต่ในเรื่องของสรรพคุณนั้นโดดเด่นจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดอีกชนิดหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับผลไม้อย่างมัลเบอร์รี หรือที่มีชื่อเรียกอีกอย่างไทย ๆ ว่า ลูกหม่อน ลองไปดูกันสิว่าเจ้าผลไม้ชนิดนี้จะมีดีแค่ไหน และทำไมถึงเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อยากรู้ก็ตามมาดูกันเลยค่ะ

มัลเบอร์รี

มัลเบอร์รี คืออะไร ?

          มัลเบอร์รี (Mulberry) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Morus nigra. L. เป็นหนึ่งในพืชตระกูลเบอร์รี โดยคนไทยมักจะรู้จักกันในชื่อของลูกหม่อน เนื่องจากเป็นผลของต้นหม่อนที่ใช้ในการเลี้ยงหนอนไหม อันเป็นจุดกำเนิดของอุตสาหกรรมผ้าไหม โดยลักษณะของต้นหม่อน เป็นพืชยืนต้นประเภทไม้พุ่มขนาดกลาง เนื้อไม้อ่อน เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่เขตร้อน ลำต้นมีลักษณะกลม ผิวเรียบ ไม่มีหนาม แต่มียางสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม ใบมีลักษณะขอบหยัก ปลายใบแหลม ฐานใบกลมหรือเป็นรูปหัวใจ ผิวใบสาก ก้านใบเรียวเล็ก ดอก เป็นรูปทรงกระบอก โดยจะออกตามซอกใบและปลายยอด ผลของหม่อน หรือลูกมัลเบอร์รี มีลักษณะเป็นผลรวมทรงกระบอก สีของผลเป็นสีเขียวอ่อน แต่เมื่อแก่เต็มที่จะมีสีแดงเข้ม ไปจนเกือบดำ มีรสหวานอมเปรี้ยว 

          ทั้งนี้ มัลเบอร์รีมีทั้งหมด 3 สายพันธุ์ ได้แก่ มัลเบอร์รีสีขาว มัลเบอร์รีสีแดง และมัลเบอร์รีสีดำ มัลเบอร์รีถือเป็นผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำ โดยมัลเบอร์รี 100 กรัมมีคุณค่าทางอาหารดังนี้
 - พลังงาน 43 กิโลแคลอรี
          - คาร์โบไฮเดรต 9.80 กรัม
          - โปรตีน 1.44 กรัม
          - ไขมัน 0.39 กรัม
          - ไฟเบอร์ 1.7 กรัม
          - โฟเลต 6 ไมโครกรัม
          - วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) 0.620 มิลลิกรัม 
          - วิตามินบี 6 (ไพริด็อกซิน) 0.050 มิลลิกรัม
          - วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) 0.101 มิลลิกรัม
          - วิตามินเอ 25 ยูนิต
          - วิตามินซี 36.4 มิลลิกรัม
          - วิตามินอี 0.87 มิลลิกรัม
          - วิตามินเค 7.8 ไมโครกรัม
          - โซเดียม 10 มิลลิกรัม
          - โพแทสเซียม 194 มิลลิกรัม
          - แคลเซียม 39 มิลลิกรัม 
          - ทองแดง 60 ไมโครกรัม
          - ธาตุเหล็ก 1.85 มิลลิกรัม
          - แมกนีเซียม 18 มิลลิกรัม
          - เซเลเนียม 0.6 ไมโครกรัม
          - สังกะสี 0.12 มิลลิกรัม
          - เบต้า-แคโรทีน 9 ไมโครกรัม
          - ลูทีน-ซีแซนทีน 136 ไมโครกรัม

มัลเบอร์รี

12 ประโยชน์มัลเบอร์รี เด่นดีเรื่องสุขภาพ

          เช่นเดียวกับญาติในตระกูลเบอร์รี มัลเบอร์รีถือเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย ด้วยเพราะคุณค่าทางโภชนาการที่อัดแน่นอยู่ในผลสีเข้ม และรสชาติที่หวานอมเปรี้ยวถูกปาก อีกทั้งยังสามารถรับประทานได้หลายรูปแบบ ทั้งแบบผลสด ผลอบแห้ง มัลเบอร์รีกวน หรือจะดื่มเป็นเครื่องดื่ม อย่างน้ำมัลเบอร์รี จึงทำให้มัลเบอร์รีกลายเป็นผลไม้ยอดนิยมได้ไม่ยาก เราลองไปดูกันดีกว่าว่ามัลเบอร์รีมีดียังไงกันบ้าง 

1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

          อาการระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมักเป็นปัญหาของผู้ป่วยโรคเบาหวาน แต่มัลเบอร์รีมีสรรพคุณช่วยไม่ให้น้ำตาลในเลือดเกิดการผกผันโดยจะเข้าไปชะลอการย่อยของคาร์โบไฮเดรต ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่เกิดการผกผันจนส่งผลเสียต่อร่างกาย

2. ลดคอเลสเตอรอล

          คอเลสเตอรอลเป็นไขมันที่อยู่ในร่างกายซึ่งจำเป็นต้องควบคุมให้อยู่ในระดับปกติ เพราะหากมีมากเกินไปอาจจะทำให้เสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ อาทิ โรคหัวใจ และหลอดเลือด ซึ่งการรับประทานมัลเบอร์รีสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) และกระตุ้นการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL) อีกทั้งยังช่วยลดไขมันในตับ และความเสี่ยงไขมันพอกตับได้อีกด้วยค่ะ

3. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ 

          มัลเบอร์รีถือเป็นพืชในตระกูลเบอร์รีที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอันทรงคุณค่า ที่ช่วยป้องกันเซลล์ต่าง ๆ จากการถูกทำลาย อันเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบต่าง ๆ และริ้วรอยที่เกิดขึ้นก่อนวัย ไม่เพียงเท่านั้น สารต้านอนุมูลอิสระในมัลเบอร์รียังช่วยบำรุงผิวให้ดูเนียนนุ่ม กำจัดจุดด่างดำที่เกิดขึ้นบนผิว และยังบำรุงผมให้เงางามได้อีกด้วย

4. บำรุงสมอง

          จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ทำการทดลองกับหนูตัวผู้ พบว่า เมื่อให้หนูทดลองที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมองกินมัลเบอร์รี หนูเหล่านั้นจะมีความจำที่ดีขึ้น และลดการเกิดภาวะออกซิเดชั่น อันเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระในมัลเบอร์รีก็ยังป้องกันไม่ให้เซลล์สมองถูกทำลายด้วย

มัลเบอร์รี

5. ป้องกันโรคมะเร็ง 

          เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าโรคมะเร็งเกิดจากภาวะความผิดปกติของเซลล์ที่เกิดจากการที่เซลล์ถูกทำลาย ซึ่งวิธีการป้องกันก็คือการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และในมัลเบอร์รีก็มีเจ้าสารนี้อยู่ไม่ใช่น้อย โดยสารเหล่านี้จะไปทำการยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง และกำจัดเซลล์มะเร็งไปพร้อม ๆ กัน นับว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ให้ผลที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

6. กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

          ธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่ไม่ค่อยพบได้ง่ายในพืช แต่กลับมีในมัลเบอร์รี ซึ่งเจ้าสารชนิดนี้จะไปกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้ร่างกายสามารถส่งออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ได้มากขึ้น 

7. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

          มัลเบอร์รีเป็นพืชที่มีสารอัลคาลอยด์ (Alkaloids) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยจะไปกระตุ้นเซลล์แมคโคเฟจ (macrophages) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการกำจัดเชื้อโรคและเชื้อไวรัสที่เข้ามาในร่างกาย ส่งผลให้เราไม่ป่วยง่ายค่ะ

8. ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

          เรสเวอราทรอล (Resveratrol) เป็นสารที่พบได้ในเปลือกผลไม้บางชนิด เช่น องุ่น และพืชตระกูลเบอร์รีบางชนิด และในมัลเบอร์รีก็มีอยู่ไม่น้อยเลยเชียวล่ะ ว่ากันว่าหากบริโภคอาหารที่มีสารชนิดนี้จะช่วยควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงจนเกินไป และลดความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดด้วย

9. บำรุงสายตา

          ซีแซนทีนที่อยู่ในมัลเบอร์รี เป็นสารสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพดวงตา โดยสารนี้จะเข้าไปลดภาวะออกซิเดชั่นที่เกิดขึ้นในดวงตา ป้องกันการเกิดจอประสาทตาเสื่อม อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระในมัลเบอร์รีก็ยังช่วยให้ดวงตาใสปิ๊ง นี่ยังไม่รวมถึงวิตามินบี 1 ที่มีประโยชน์ในการบำรุงสายตาโดยตรง ดีขนาดนี้ใครจะอดใจไหว

มัลเบอร์รี

10. ช่วยในการล้างพิษ

          ในแพทย์แผนจีน มัลเบอร์รีถือเป็นสมุนไพรชั้นดีที่ช่วยล้างพิษในตับ ไต และเลือด อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญแอลกอฮอล์ในร่างกาย ช่วยแก้อาการเมาค้างได้ดี คอดื่มทั้งหลายทราบแล้วต้องหามากินด่วนเลย

11. เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

          แคลเซียม วิตามินเค ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม ที่มีอยู่รวมกันในผลมัลเบอร์รีแบบจัดเต็ม ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อกระดูกและป้องกันภาวะกระดูกพรุน อีกทั้งยังชะลอการเสื่อมสภาพของกระดูกตามวัยได้ ยิ่งถ้ารับประทานกับโยเกิร์ตละก็จะยิ่งได้แคลเซียมเพิ่มขึ้นอีกเพียบเลย

12. ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย

          ปริมาณไฟเบอร์ที่ไม่เป็นรองใคร ทำให้มัลเบอร์รีเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ดีสำหรับระบบขับถ่าย ไฟเบอร์ในมัลเบอร์รีจะเข้าไปกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานเป็นปกติ และช่วยแก้ปัญหาท้องผูก อีกทั้งยังช่วยแก้ท้องอืด และจุกเสียดได้อีกด้วย

ข้อควระระวังในการรับประทานมัลเบอร์รี 

          อย่างไรก็ตามแม้มัลเบอร์รีจะมีประโยชน์ แต่ก็ควรระมัดระวังในการรับประทาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการแพ้มัลเบอร์รีไม่ควรรับประทานอย่างเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้อาการกำเริบ ขณะที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็ควรรับประทานแต่พอดี เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หากรับประทานมากเกินไปอาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตราย ทางที่ดีก่อนรับประทานควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนจะดีที่สุดค่ะ

          ด้วยประโยชน์ที่อัดแน่นในผลไม้สีแดงเข้มนี้ ถ้าจะให้เรียกว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดแบบไทย ๆ ก็คงจะไม่ผิด ซึ่งในปัจจุบันก็ยังหารับประทานได้ง่าย ทั้งแบบผลสด ผลอบแห้ง น้ำผลไม้ รวมทั้งในรูปแบบอาหารเสริม ใครสะดวกรับประทานแบบไหนก็ลองหามาทานเพื่อเสริมสร้างสุขภาพกันเลย และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกถ้าดูแลสุขภาพในด้านอื่น ๆ ไปด้วยค่ะ
ggggggggggggggggggggggggg

Read More...

ทำกินเอง"เส้นใหญ่" เหนียวนุ่ม. สะอาด. ง่ายมาก ทำเส้นใหญ่กินเองกันเถอะ...


ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้า 150 กรัม
แป้งมัน. 50 กรัม
เกลือ. ครึ่งช้อนชา
น้ำเปล่า. 500 กรัม 
น้ำมัน. 1 ถ้วย 

ผสม ทุกอย่าง (ยกเว้น น้ำมัน) เข้าด้วยกันตีจนสวมผสมเข้ากันดี นำเข้าตู้เย็น 2 ชัวโมง 

วิธีนึ่ง 

คนแป้งตลอดเวลาตักใส่ถาดนึ่ง (ใช้ถ้วย หรือ อะไรก็ได้ที่นึ่งทนความร้อนได้ ก้นแบน ทรงกลม) ตักใส่ถาดนึ่ง แค่บางๆก้นถ้วย จะได้แผ่นบางๆ นึ่งไฟแรง5นาที สุกแล้วตักใส่จานทาน้ำมันบางๆทุกชิ้น จากนั้น นำมาวางซ้อนกันเป็นชั้น แล้วหั่น เป็นเส้นพอเหมาะตามชอบ ก็จะได้ เส้นใหญ่ เหนียว นุ่ม จร้า



today thai news

Read More...

แจกสูตร! ทองพับนมสดไส้หมูหยองน้ำพริกเผา อร่อยสุดๆ


แจกสูตร! ทองพับนมสดไส้หมูหยองน้ำพริกเผา อร่อยสุดๆ

   ได้ทำการดัดแปลงเล็กน้อยให้น่ากินยิ่งขึ้น และใช้นมสดแทนกะทิแถมไส้ข้างใน เพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้นในหม้อ

ส่วนประกอบ

- นมสด 350 ml 
- ไข่ไก่ 2 ฟอง 
- น้ำตาลทราย 130 กรัม 

คนผสมให้เข้ากันใส่วานิลลา 2 ช้อนในส่วนของแป้งประกอบด้วย 

- แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม
- แป้งข้าวเจ้า 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
- แป้งท้าว 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น ครึ่งช้อนชา

   คนผสมให้เข้ากัน แล้วเทลงส่วนของเหลวผสมให้เข้ากันใส่น้ำปูนใส 50 ml ผสมให้เข้ากันเมื่อคนจนแป้งไม่มีเม็ด หรือถ้ามีก็ให้กรองจนได้เนื้อเนียน ใส่งาดำลงไป1ช้อน ก็จะได้เนื้อแป้งพร้อมหยอด

วิธีทำ

- เปิดเครื่องให้ร้อน ตักแป้งหยอดแค่ 1 ช้อนกินข้าว รอ 1 นาที ทาน้ำพริกเผาลงไปเล็กน้อย 

- โรยหมูหยองพับครึ่ง แล้วพับครึ่งอีกครั้ง ใช้ไม้เล็กๆกดเล็กน้อย ขั้นตอนนี้ควรมือไวๆ ให้ทำเสร็จภายใน10วินาที เพราะแป้งจะกรอบไวมากเดี๋ยวจะพับไม่ได้ 

   เพียงเท่านี้ก็จะได้ทองพับอร่อยๆไว้กินหลายๆวันแล้วหละ ตัวแป้งหากไม่ใส่งาดำ ก็สามารถเอาไปทำเป็นเครปกรอบได้เลย แป้งสูตรนี้รับประกันความกรอบ 100%


today thai news
Read More...

"ลูก รอก หรือ ไส้กรอกไข่" หากินยากมาก ทำแกงจืดอร่อยมากๆ อร่อยกว่า เต้าหู้ไข่ ซะอีก...มาทำกัน


ส่วนผสม

ไข่ไก่
ไส้เทียม(ขี้เกียจล้างไส้หมู)
ซอสปรุงรส
พริกไทยป่น
น้ำปลา
เชือก


ปรุงรสชาติตามชอบ


วิธีทำ




ไข่ไก่ ตีให้เข้ากัน ปรุงรสชาติตามชอบ  กรองสัก 1 ครั้ง ให้เนื้อเนียนขึ้น




กรวยสำหรับกรอง ใส้ง่ายและสะดวก





ใช้ไส้เทียมง่ายดี (ขี้เกียจล้างไส้หมู)





มัดเชือกปิดท้ายไส้เทียมให้แน่น กรอกไข่ไส่ในไส้ มัดเชือกปิดหัว ใส่ไข่ลงไปอย่าให้แน่น  ไม่งั้นตอนไปต้มไส้จะแตก





นำไส้กรอกไข่ไปต้มไฟอ่อนๆ อย่าให้น้ำเดือด
ต้มประมาณ 30 นาที ก็จะได้ไส้กรอกไข่ที่ต้มสุกแล้ว  แล้วเอามาหั่น ประมาณ 1 cm. ใส่ในแกงจืดค่ะ..คล้ายๆเต้าหู้ค่ะ

  (ทำแกงจืด หรือ ลวกจิ้ม อร่อยที่สุด)

ปล.การใช้ไส้เทียมให้ความสะดวกมาก อยากจะทำเมื่อไรก็สะดวก เพราะไข่และไส้เทียมมีอยู่ที่บ้าน กินกรึบๆๆอร่อยๆดีจร้า


-----------------------------------------------------

Read More...

"หมูม้วนสาหร่าย" ต้มจืด นึ่ง จิ้มซีอิ๊วขาว อร่อย แช่ฟิตแข็ง เก็บได้นาน



ส่วนผสม

1. สาหร่ายอบชนิดแผ่น 3 แผ่นใหญ่
2. หมูสับ 200 กรัม
3. แครอทสับละเอียด 1/2 ถ้วยตวง
4. ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
5. รากผักชีสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
6. กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
7. ซอสปรุงอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ
8. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
9. น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
10. พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา


วิธีทำ

1. ผสมส่วนผสมทั้งหมด คนให้เข้ากัน พักไว้ 5-10 นาที
2. นำไปห่อกับสาหร่ายให้แน่น หั่นเป็นชิ้นพอคำ นำไปนึ่งในไมโครเวฟ ไฟแรง 2-3 นาที ทานคู่กับซีอิ๊วขาว ได้ตามชอบ

ปล.หั่นเป็นชิ้นพอคำ แช่ฟิตแข็ง จะนำไปทำอาหาร เอาออกมาละลาย สะดวกมาก อร่อยด้วย


Read More...